ประวัติความเป็นมา

             ความคิดที่จะให้รัฐบาลจัดตั้งสภาวิจัยแห่งชาติมีมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2477 แต่มิได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลในสมัยนั้น ต่อมาได้มี ผู้เล็งเห็นความสำคัญของการวิจัยและได้พยายามร่างโครงการเสนอความเห็นต่อรัฐบาลอีกจนกระทั่งปี พ.ศ. 2499 รัฐบาลได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติสภาวิจัยแห่งชาติฉบับแรก โดยแต่งตั้งอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์เป็นเลขาธิการสภาวิจัยแห่งชาติโดยตำแหน่ง และตั้งสำนักงานเลขาธิการสภาวิจัยแห่งชาติขึ้นที่กรมวิทยาศาสตร์เป็นการชั่วคราว พร้อมทั้งได้กำหนดสาขาวิชาการที่จะวิจัยไว้ เฉพาะด้านวิทยาศาสตร์โดยแบ่งออกเป็น 6 สาขา ได้แก่ สาขาวิทยาศาสตร์กายภาพและคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์การแพทย์ เคมี และเภสัชวิทยาศาสตร์ชีวภาพ เกษตรศาสตร์และวนศาสตร์ และสาขาวิศวกรรมศาสตร์และอุตสาหกรรม

             ในปี พ.ศ. 2502 รัฐบาลโดย ฯพณฯ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรี ได้เห็นว่าการที่จะพัฒนาประเทศให้เจริญรวดเร็วและสมบูรณ์จริง ๆ จะต้องเร่งรัดพัฒนาทุกด้าน โดยเฉพาะประเทศที่กำลังพัฒนาเช่นประเทศไทยจะต้องอาศัยวิชาการทางด้าน สังคมซึ่งเกี่ยวกับชีวิตจิตใจประเพณีนิยม และความคิดเห็นต่าง ๆ เพื่อเป็นพื้นฐานที่จะวางนโยบายพัฒนาประเทศเสียก่อน จึงจะยกระดับทางวัตถุหรือวิทยาศาสตร์ให้ได้ผลแท้จริงต่อไป และได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติสภาวิจัยแห่งชาติ พ.ศ. 2502 แทนพระราชบัญญัติสภาวิจัยแห่งชาติ พ.ศ. 2499 พร้อมทั้งจัดระบบงานและองค์ประกอบของสภาวิจัยแห่งชาติใหม่โดยให้มี “สำนักงาน สภาวิจัยแห่งชาติ” ปฏิบัติงานให้กับสภาวิจัยแห่งชาติและเป็นหน่วยงานในสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2502 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ทำหน้าที่เป็นองค์กรกลางเกี่ยวกับการวิจัยของประเทศ

thumbnail-history-profile

จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์

นายกรัฐมนตรีไทย คนที่ 11

 
  • พ.ศ.2507

    ได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติสภาวิจัยแห่งชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2507 ซึ่งเป็นพระราชบัญญัติที่แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติสภาวิจัยแห่งชาติ พ.ศ. 2502 เพื่อกำหนดหน้าที่ของสภาวิจัยแห่งชาติและสำนักงานสภาวิจัยแห่งชาติให้เหมาะสมยิ่งขึ้น

  • พ.ศ.2515

    ได้มีประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 315 ลงวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2515 แก้ไขพระราชบัญญัติสภาวิจัยแห่งชาติ พ.ศ. 2507 โดยมีการเปลี่ยนชื่อ “สำนักงานสภาวิจัยแห่งชาติ” เป็น “สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ”

  • พ.ศ.2522

    เมื่อวันที่ 24 มีนาคม สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ ได้โอนไปอยู่ในสังกัดกระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและการพลังงาน (ภายหลังได้เปลี่ยนชื่อเป็น “กระทรวงวิทยาศาสตร์เทค โนโลยีและสิ่งแวดล้อม” เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2535)

  • พ.ศ.2543

    เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ ได้โอนไปอยู่ในบังคับบัญชาของนายกรัฐมนตรี โดยมีฐานะเป็นกรม ซึ่งไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวง หรือทบวง ด้วยเหตุผลที่ว่าเพื่อให้สำนักงานฯ ได้มีบทบาทเป็นหน่วยงานกลางในการทำหน้าที่เสนอแนะนโยบายและแผนการวิจัยทั้งด้านวิทยาศาสตร์และสังคมศาสตร์ได้อย่างแท้จริงตามกฎหมายว่าด้วยสภา วิจัยแห่งชาติรวมทั้งสามารถให้คำปรึกษารัฐบาลเกี่ยวกับกิจกรรมต่างๆ เกี่ยวกับการวิจัยได้โดยรวดเร็วและทันต่อเหตุการณ์ อีกทั้งเพื่อให้สำนักงานฯ ได้อยู่ในสายการบังคับบัญชาเดียว คือ ขึ้นตรงกับประธานสภาวิจัยแห่งชาติ (นายกรัฐมนตรี) ซึ่งตามพระราชบัญญัติสภาวิจัยแห่งชาติได้ระบุให้มีอำนาจหน้าที่ในการกำหนดนโยบายการทำงานของสำนักงานฯ อยู่แล้ว

  • พ.ศ.2559

    เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2559 พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติได้มี คำสั่งที่ 62/2559 เรื่อง การปฏิรูประบบวิจัยและนวัตกรรมของประเทศ กำหนดให้มีสภานโยบายวิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ โดยมีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน รองนายกรัฐมนตรีซึ่งนายกรัฐมนตรีมอบหมายเป็นรองประธาน 2 ท่าน รัฐมนตรีว่าการกระทรวง 19 กระทรวง หัวหน้าหน่วยงานและองค์กรที่เกี่ยวข้อง 11องค์กร เป็นกรรมการ โดยมีเลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติและเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโน โลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ เป็นกรรมการและเลขานุการ

  • พ.ศ.2562

    ในปี พ.ศ. 2562 สืบเนื่องจากการจัดตั้งสภานโยบายวิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ เพื่อเป็นกลไกการบูรณาการการวิจัยและนวัตกรรมของประเทศให้ตรงกับความต้องการและเป็นไปในทิศทาง เดียวกัน จึงได้มีการจัดตั้ง “กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม” ขึ้น ส่งผลให้ “สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ” ปรับเปลี่ยนเป็น “สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ” ซึ่งเป็นหน่วยงานราชการระดับกรมในกระทรวงดังกล่าวตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พ.ศ. 2562 และพระราชบัญญัติ ที่เกี่ยวข้อง

 

จากการที่รัฐบาลได้มีการจัดตั้ง “กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)” ขึ้น โดยมีเจตนารมณ์ให้กระทรวง อว. เป็นหน่วยงานหลักในการพัฒนากำลังคนของประเทศ โดยบูรณาการการเรียนการสอน การวิจัย และการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติด้วยวัจัยและนวัตกรรม สนับสนุนให้การวิจัยและนวัตกรรมได้ใช้ประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจ สังคม วิชาการ ทั้งยังเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ซึ่งกฎหมายที่เกี่ยวข้องได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2562 โดยมีผลบังคับใช้ในวันที่ 2 พฤษภาคม 2562 มีผลให้สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้ปรับเป็น “สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)” โดยมีหน้าที่ใน 7 ภารกิจที่สำคัญในระดับประเทศ ได้แก่ เป็นหน่วยงานให้ทุนวิจัยและนวัตกรรมหลักของประเทศ, จัดทำฐานข้อมูลและดัชนีวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของประเทศ, ริเริ่ม ขับเคลื่อนและประสานการดำเนินงานโครงการวิจัยและนวัตกรรมที่สำคัญของประเทศ, จัดทำมาตรฐานและจริยธรรมการวิจัย, ส่งเสริมและถ่ายทอดความรู้เพื่อใช้ประโยชน์, ส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนา บุคลากรด้านวิจัยและนวัตกรรม และการให้รางวัล ประกาศเกียรติคุณหรือยกย่องบุคคลหรือหน่วยงานด้านวิจัยและนวัตกรรม

วช. ได้กำหนดทิศทางด้านงานวิจัยของประเทศ โดยมุ่งเน้นให้เกิดการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมที่สำคัญในการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ (พ.ศ. 2561 – 2580) ในด้านต่าง ๆ อาทิ ด้านการ สร้างความสามารถในการแข่งขัน ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตลอดจนด้านการปรับสมดุลและการพัฒนาระบบการบริหารจากภาครัฐ โดยมีประเด็นหลัก ได้แก่

 
ด้านเศรษฐกิจ

        มุ่งเน้นการวิจัยและนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ความต้องการของประเทศ ศักยภาพของผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมและบริการที่สามารถใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้จริง ส่งผลให้เกิดการสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศ มีงานวิจัยด้านต่าง ๆ ในลักษณะเทคโนโลยีอัจฉริยะเชิงพาณิชย์ ที่สร้างมูลค่า และนำไปสู่อุตสาหกรรมและบริการแห่งอนาคต โดยสามารถเป็นตัวขับเคลื่อนหลักเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะเรื่อง Creative Economy ซึ่งเป็นโอกาสในการพัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรม SMEs ให้เกิดความเข้มแข็งและยั่งยืน โดยเฉพาะกับ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ ที่เรียกว่า S - Curve ซึ่งเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญด้านนวัตกรรมเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในอนาคต โดยส่งเสริมให้ภาคเอกชนมีบทบาทในการกำหนดทุนวิจัยและร่วมทุน รวมทั้งการสร้างเครือข่ายร่วมกับภาคเอกชน และภาคการศึกษาทั้งในระดับประเทศและนานาชาติ โดยมีเป้าหมายให้การวิจัยและนวัตกรรมสามารถสร้างมูลค่าในภาคอุตสาหกรรมการผลิตและบริการ ส่งผลให้เกิดการขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปัจจุบัน รวมทั้งวิสาหกิจในกลุ่มเป้าหมายด้านเศรษฐกิจที่มีนวัตกรรมเพิ่มขึ้น จำนวนวิสาหกิจที่มีนวัตกรรมที่มีสัดส่วนของรายได้จากผลิตภัณฑ์นวัตกรรมต่อรายได้ทั้งหมดเพิ่มขึ้น

ด้านสังคม

        มุ่งเน้นการวิจัยและนวัตกรรมที่เป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนสังคมไทย การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทุกกลุ่ม ทั้งด้านสุขภาพ การศึกษา และการเข้าถึงบริการและสวัสดิการของรัฐ การเตรียมความพร้อมของประชาชนไทยเพื่อรองรับกระแสโลกาภิวัตน์ของวัฒนธรรมโลกที่รวดเร็วขึ้นในยุคดิจิทัล (การสร้างและพัฒนาคนไทยสู่ศตวรรษที่ 21) การเตรียมความพร้อมเข้าสู่สังคมสูงวัย การพัฒนาแรงงานทักษะสูงและเฉพาะทาง การยกระดับแรงงานทักษะต่ำ การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคม ตลอดจนเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของภาครัฐให้เข้ากับการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจและสังคมในยุคดิจิทัล รวมทั้งมุ่งหวังในเรื่องการการเสริมสร้างศักยภาพในการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมในหลายรูปแบบ เพื่อการอนุรักษ์และรักษาทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม ให้คนรุ่นต่อไปได้ใช้อย่างยั่งยืน มีสมดุล รวมทั้งสามารถฟื้นฟูและสร้างฐานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมใหม่ เพื่อลดผลกระทบทางลบจากการพัฒนาสังคมเศรษฐกิจของประเทศ นอกจากนี้ ยังมุ่งหวังสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนบนสังคมเศรษฐกิจสีเขียวโดยการอนุรักษ์และฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ สามารถรักษาและเพิ่มพื้นที่สีเขียวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมการบริโภคและการผลิตที่ยั่งยืน