วช. จัดเสวนาวิชาการ เนื่องในโอกาส วช. ครบรอบ 65 ปี ในหัวข้อ “Nature-based Solution ทางออกประเทศไทย เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ”

วันที่ 22 ต.ค. 2024
144 Views
รายละเอียดตำแหน่งงาน
วันที่ 22 ตุลาคม 2567 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จัดงานเสวนาวิชาการเนื่องในโอกาสครบรอบ 65 ปี วช. ภายใต้แนวคิด “65 ปี วช. บูรณาการความรู้ เชิดชูนักวิจัย สร้างอนาคตไทย ด้วยวิจัยและนวัตกรรม” โดยมีหัวข้อหลักคือ “Nature-based Solution ทางออกประเทศไทย เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ มอบหมายให้ คุณสตตกมล เกียรติพานิช ผู้อำนวยการกองบริหารทุนวิจัยและนวัตกรรม 2 เป็นประธานกล่าวเปิดกิจกรรม และได้รับเกียรติจาก ศ. ดร.สนิท อักษรแก้ว ที่ปรึกษาในสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ร่วมรับฟังและให้ข้อเสนอแนวทางการเสวนาในครั้งนี้ ณ ห้องประชุมจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ อาคาร วช. 1
คุณสตตกมล เกียรติพานิช กล่าวว่า วช. ในฐานะหน่วยงานบริหารจัดการทุนวิจัยและนวัตกรรมตามแผนงานสำคัญของประเทศ ในประเด็นด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วช. มรการสนับสนุนทุนอย่างต่อเนื่อง ด้วยเป็นประเด็นสำคัญที่ทั่วโลกให้ความสนใจ โดยเฉพาะเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ วช. ให้ความสนใจการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมโดยอาศัยธรรมชาติเป็นพื้นฐาน (Nature-based Solution เพื่อบริหารจัดการ ปกป้อง และฟื้นฟูระบบนิเวศอย่างยั่งยืน จึงได้เชิญวิทยากรที่มีความเชี่ยวชาญจากหลายภาคส่วนมาร่วมแลกเปลี่ยนการใช้ Nature-based Solution ในหลายรูปแบบ โดย
ศ. ดร.อัญชนา ประเทพ คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับกรอบแนวคิด Nature-based Solution การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมโดยอาศัยธรรมชาติที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และโอกาสของประเทศไทยซึ่งอุดมไปด้วยฐานทรัพยากรทางธรรมชาติ และการนำมาประยุกต์กับการกักเก็บคาร์บอน เพื่อสนับสนุนเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ ทั้งในส่วนของป่าชายเลน และระบบนิเวศที่เชื่อมโยงกัน รวมถึงงานวิจัยเกี่ยวกับการประเมินศักยภาพการกักเก็บคาร์บอนโดยใช้เทคโนโลยี
ศ. ดร.พูนพิภพ เกษมทรัพย์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวถึงการใช้ Nature-based Solution ในภาคการเกษตร ให้ประโยชน์ 3 อย่าง ทั้งในแง่การปรับปรุงความยืดหยุ่นของการเกษตร ทั้งยังสามารถกักเก็บคาร์บอนในดิน และเสริมสร้างความหลากหลายทางชีวภาพ เกษตรจึงเป็นแรงขับเคลื่อนที่ยอดเยี่ยม โดยใช้แนวทาง Climate smart agriculture และ Regenerative agriculture โดยประเด็นใหญ่ที่ควรให้ความสนใจคือ โครงสร้างพื้นฐานเพื่อการพัฒนาใช้น้ำภาคการเกษตรโดยใช้ข้อมูลจาดดาวเทียม พร้อมทั้งให้ตัวอย่างที่น่าสนใจจาก European carbon farming summit
ในภาคป่าไม้ รศ. ดร.สาพิศ ดิลกสัมพันธ์ รองคณบดีฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้กล่าวถึงความความท้าทายของภาคป่าไม้ เนื่องจากภัยพิบัติที่รุนแรงขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็น เช่น ไฟป่าซ้ำซาก ความแห้งแล้ง การเกิดโรคและแมลง ซึ่งจะส่งผลเสียเป็นวงกว้าง ไม้สำคัญที่อาจจะหายไป ซึ่งจะเชื่อมโยงไปสู่การสูญเสียนิเวศบริการ หลักการ Nature-based Solution จะนำมาช่วยให้ป่าปรับตัว ทั้งในมิติ Forest ecosystem – based approach และ Landscape approach ในการจัดการป่าไม้ เพื่อฟื้นฟู เพิ่มการกักเก็บคาร์บอน และลดปัญหาหมอกควัน ซึ่งจะต้องคำนึงถึงความเป็นอยู่ของผู้คนในบริเวณนั้นโดยอาศัยเทคโนโลยี และมีการตรวจติดตามที่ตรงตามหลักการ
คุณรสริน อมรพิทักษ์พันธ์ ผู้อำนวยการกลุ่มพัฒนาแนวทางและศักยภาพในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ฉายภาพให้เห็นความเชื่อมโยงของเป้าหมายระดับต่าง ๆ ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และให้ตัวอย่างการศึกษาแนวทางการใช้ Nature-based Solution ในภาคเมือง ได้แก่ พื้นที่สวนนิเวศอ่อนนุช บึงมักกะสัน บึงบอระเพ็ด
รศ. ดร.อำนาจ ชิดไธสง ผู้อำนวยการ ศูนย์ประสานงานและเผยแพร่ผลการวิจัยด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ วช. สรุปภาพรวมการเสวนาว่าแนวทางการใช้ Nature-based Solution ที่เห็นปลายทางค่อนข้างชัดเจนคือ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่ในด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังต้องการตัวออย่างในบริบทต่าง ๆ ของประเทศที่เหมาะสม
ทั้งนี้ ภายในงานมีกิจกรรมต่าง ๆ ที่น่าสนใจมากมาย อาทิ ภาคการประชุมกิจกรรมการเสวนาในประเด็นสำคัญ กิจกรรม NRCT Talk ผลิตภัณฑ์จากงานวิจัย ผู้เข้าร่วมงานยังสามารถเยี่ยมชมและเลือกซื้อผลิตภัณฑ์จากงานวิจัยที่ผ่านการพัฒนาต่อยอดในกิจกรรม ชิม ช็อป ชิล ตลาดงานวิจัย ซึ่งนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากการวิจัยนวัตกรรมของไทยที่น่าสนใจหลากหลายประเภท นอกจากนี้ยังมี พื้นที่สร้างสรรค์เรียนรู้ สำหรับการจัดกิจกรรม Workshop และการเรียนรู้จากงานวิจัยและนวัตกรรม เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้ร่วมเรียนรู้และทดลองสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ด้วยตนเอง ผู้ที่สนใจสามารถเข้าร่วมงานได้ตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ 24 ตุลาคม 2567 ณ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ