วช. เผยผลสำรวจค่าใช้จ่ายและบุคลากรด้านการวิจัยและพัฒนาของไทย ย้ำชัดใช้นวัตกรรมหนุนการเติบโตประเทศ

วันที่ 1 พ.ค. 2025
624 Views
รายละเอียดตำแหน่งงาน
วันที่ 30 เมษายน 2568 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ(วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จัดงานแถลงข่าว “ผลการสำรวจข้อมูลด้านการวิจัยและพัฒนาของประเทศไทย ปี 2567” โดยมี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธาน พร้อมด้วย ดร.กรัณฑรัตน์ นาขวา ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ รองศาสตราจารย์ ดร.คมกฤต เล็กสกุล รองผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ร่วมให้ข้อมูลในประเด็น “นโยบายการขับเคลื่อน ววน. เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ” ณ ศูนย์สารสนเทศกลางด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม อาคาร วช. 8
ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า ผลสำรวจค่าใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนาของประเทศไทย ปี 2567 พบว่า ประเทศไทยมีค่าใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนารวมทั้งสิ้น 168,106 ล้านบาท มีอัตราเติบโตลดลงร้อยละ 16.5 เป็นค่าใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนาในภาคเอกชน 112,126 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 23.4 ในขณะที่ภาคอื่น ๆ (ภาครัฐบาล อุดมศึกษา รัฐวิสาหกิจ และเอกชนไม่ค้ากำไร) มีค่าใช้จ่าย 55,980 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.6 หรือคิดเป็นสัดส่วนภาคเอกชนต่อภาคอื่นๆ อยู่ที่ร้อยละ 67 : 33
ในภาคอุตสาหกรรมการผลิตมีค่าใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนาอยู่ที่ 54,487 ล้านบาท (ลดลงร้อยละ 30) และภาคอุตสาหกรรมค้าส่ง/ค้าปลีกมีค่าใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนาอยู่ที่ 20,665 ล้านบาท (ลดลงร้อยละ 37) แม้ว่าภาคอุตสาหกรรมการบริการมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น มีมูลค่า 36,973 ล้านบาท (เพิ่มขึ้นร้อยละ 4 ) ประกอบกับโครงสร้างค่าใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนาในภาคเอกชน ที่ภาคอุตสาหกรรมการผลิตมีค่าใช้จ่ายวิจัยและพัฒนาในสัดส่วนสูงกว่าภาคอุตสาหกรรมบริการและภาคอุตสาหกรรมค้าส่งค้าปลีก จึงทำให้การใช้จ่ายวิจัยและพัฒนาภาคเอกชนโดยรวมลดลง
นอกจากนี้ อุตสาหกรรมขนาดใหญ่มีค่าใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนาในสัดส่วนสูงสุด ประมาณร้อยละ 94 (105,617.95 ล้านบาท) ถัดมาเป็นอุตสาหกรรมขนาดกลาง ร้อยละ 5 (5,624.88 ล้านบาท) และอุตสาหกรรมขนาดย่อม ร้อยละ 1 (882.72 ล้านบาท) ตามลำดับ และพบว่าการใช้จ่ายด้านวิจัยและพัฒนาในภาครวมของอุตสาหกรรมลดลงเช่นกัน ผลจากการสำรวจยังพบว่า สาเหตุที่ภาคเอกชนลดค่าใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนา มีดังนี้
(1) บริษัทมีความจำเป็นต้องบริหารจัดการค่าใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนาให้มีประสิทธิภาพสูงสุดเพื่อลดต้นทุน
(2) ผลกระทบทางเศรษฐกิจ
(3) ในปีที่ผ่านมาบางบริษัทมีการลงทุนด้านวิจัยและพัฒนาในเรื่องครุภัณฑ์ และห้องปฏิบัติการทดลอง จึงทำให้มีการลงทุนลดลง
จากการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่า แนวโน้มการลงทุนด้านวิจัยและพัฒนาเพื่อสนับสนุนการพัฒนาประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในสาขาอาหารแห่งอนาคต (Future Food) และการใช้สมุนไพรไทยเพื่อป้องกันโรค อาทิ โควิด-19 รวมถึงการเพิ่มมูลค่าผลผลิตเกษตรเพื่อการพึ่งพาตนเองด้านการแพทย์ นอกจากนี้ ยังมีการวิจัยที่นำอัตลักษณ์และวัฒนธรรมท้องถิ่นมาเสริมสร้างรายได้แก่ชุมชนเศรษฐกิจฐานราก ผ่านการประยุกต์ภูมิศาสตร์สังคมและเศรษฐกิจ (Social/Economic Geography) สำหรับบุคลากรวิจัยและพัฒนา (R&D) พบว่า แม้จะได้รับผลกระทบไม่มาก แต่มีแนวโน้มผันผวนตามธรรมชาติ เช่น การเกษียณและนักวิจัยใหม่เข้ามาทดแทน ในปีสำรวจล่าสุด มีบุคลากร R&D รายหัว 220,629 คน ลดลง (9%) และบุคลากร R&D (แบบ FTE) 150,081 คน-ปี ลดลง 9% โดยจำแนกเป็นนักวิจัย 114,169 คน-ปี (76%) ผู้ช่วยนักวิจัย 22,971 คน-ปี (15%) และผู้สนับสนุนงานวิจัย 12,941 คน-ปี (9%) คิดเป็นสัดส่วน 23 คน-ปีต่อประชากร 10,000 คน ในจำนวนนี้อยู่ในภาคเอกชน 68% และภาคอื่น ๆ 32%
อย่างไรก็ตาม แม้การใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนาของภาคเอกชนในปัจจุบันจะลดลง ส่งผลกระทบต่อภาพรวมการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาของประเทศ อันเนื่องมาจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว อย่างไรก็ดี สถานการณ์ในปัจจุบัน มีแนวโน้มการปรับตัวที่ดีขึ้น หากเศรษฐกิจของประเทศ สามารถกลับมาขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการกระตุ้นให้ภาคเอกชนเพิ่มการลงทุน ในด้านการวิจัยและพัฒนา ประกอบกับนโยบายของ กระทรวง อว. ที่ให้ความสำคัญกับการใช้ประโยชน์จากงานวิจัย โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมการนำผลงานวิจัยและพัฒนาไปใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสนับสนุนการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน
ถัดมาเป็นการเสวนาในประเด็น “นโยบายการขับเคลื่อน ววน. เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ” โดยได้รับเกียรติจาก ดร.กรัณฑรัตน์ นาขวา ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ รองศาสตราจารย์ ดร.คมกฤต เล็กสกุล รองผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ร่วมให้ข้อมูลในประเด็นดังกล่าว
ทั้งนี้ จากผลการสำรวจข้อมูลด้านการวิจัยและพัฒนาของประเทศไทย ปี 2567 พบว่าหากเศรษฐกิจประเทศกลับมาขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับนโยบายรัฐที่ผลักดันการนำผลงานวิจัยไปใช้จริง จะช่วยกระตุ้นให้ภาคเอกชนกลับมาลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาได้อย่างเข้มแข็งอีกครั้ง และช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ประเทศในระยะยาว