เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2568 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ร่วมกับกลไกภาคอีสาน จังหวัดมุกดาหาร และภาคีเครือข่าย จัดกิจกรรมงานมหกรรมงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น ภาคอีสาน“ ชุมชนอยู่ดีด้วยวิถีงานวิจัย ชุมชนอยู่ได้ด้วยการบูรณาการของหน่วยงาน” ณ จังหวัดมุกดาหาร ภายใต้โครงการ “กลไกบริหารจัดการงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ภาคอีสาน ประจำปีงบประมาณ 2567” โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ มอบหมายให้ นางสาวเสาวนีย์ มุ่งสุจริตการ รองผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานกล่าวเปิดงาน พร้อมนี้ นายวรญาณ บุญณราช ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร กล่าวต้อนรับ และคณะกรรมการตรวจสอบทางวิชาการ ร่วมกิจกรรม ณ หอประชุม 250 ปี มุกดาหาร อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร
นางสาวเสาวนีย์ มุ่งสุจริตการ รองผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช. ได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน โดยสนับสนุนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับฐานรากของสังคมให้มุ่งสู่ชุมชนเข้มแข็ง ส่งเสริมให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ด้วยวิจัยและนวัตกรรม โดยคนในชุมชนท้องถิ่นเป็นผู้จัดการ เป็นผู้คิด เป็นผู้ทำ และเป็นผู้ใช้ประโยชน์ ซึ่งเป็นกระบวนการที่จะนำไปสู่การพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืนบนเศรษฐกิจฐานรากของชุมชน ภายใต้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ผ่านการสนับสนุนโครงการงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น CBR โดยเน้นระบบการจัดการตนเองของชุมชน และการมีกลไกขับเคลื่อนให้งานวิจัย เป็นกระบวนการสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างมีส่วนร่วมของชุมชนและภาคีในพื้นที่ สมาชิกในชุมชนมีส่วนร่วมในกระบวนงานวิจัยทุกขั้นตอนเพื่อแก้ไขปัญหาของตนเอง ร่วมกันสร้างความรู้และสร้างความยั่งยืน
นายวรญาณ บุญณราช ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร กล่าวว่า จังหวัดมุกดาหารขอขอบคุณ วช. กลไกภาคอีสาน และหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ ได้เลือกจังหวัดมุกดาหาร เป็นศูนย์กลางในการจัดมหกรรมงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น ภาคอีสาน ในครั้งนี้ และในนามของจังหวัดมุกดาหารขอต้อนรับทุกท่าน เข้าสู่จังหวัดมุกดาหารด้วยความยินดีและเต็มใจเป็นอย่างยิ่ง งานมหกรรมครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งงานที่ทำให้คำนึงถึงคุณค่าที่มีอยู่ในสังคม ที่ได้ผ่านกระบวนการวิจัยมาแล้ว ซึ่งกิจกรรมในวันนี้เป็นสิ่งกระตุ้นที่ทำให้พี่น้องชาวมุกดาหารหรือภาคส่วนต่างๆในสังคมได้ตระหนักคิด ตระหนักรู้ เรื่องของคุณค่าทางวิชาการ ที่ผ่านกระบวนการค้นหาความจริง สิ่งเหล่านี้สามารถนำมาเป็นกรอบในการดำเนินชีวิต รวมถึงการทำงานได้อย่างดียิ่ง
นางสาวภาวณี คำชาลี กล่าวว่า กิจกรรมนี้เป็นส่วนหนึ่งภายใต้โครงการ “กลไกบริหารจัดการงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ภาคอีสาน ประจำปีงบประมาณ 2567” ซึ่ง สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้สนับสนุนกลไกภาคอีสาน ดำเนินการขับเคลื่อนภายใต้โครงการงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น CBR ร่วมกับ กลไกภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคใต้ และกลไกกลาง ในการร่วมกันพัฒนาศักยภาพของชุมชนด้วยวิจัยและนวัตกรรม และกิจกรรมในวันนี้ ประกอบด้วย การเสวนาวิชาการ ฐานการเรียนรู้ 5 ฐาน การนั่งสกายแลป เรียนวิถีชุมชน ตลาดนัดความรู้ งานวิจัยกินได้ การแสดงสะท้อนวัฒนธรรมชายโขง รวมถึงการจัดแสดงนิทรรศการจากโครงการย่อยและภาคีเครือข่าย จำนวน 18 ผลงาน ที่แสดงให้เห็นถึงการเชื่อมโยงงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาชุมชน ซึ่งเป็นรากฐานของสังคมโดยการบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่
คุณศศิพงษา จันทรสาขา หัวหน้าโครงการการพัฒนาเมืองมุกดาหาร ด้วยทุนวัฒนธรรมสู่เมืองแห่งการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน กล่าวว่าการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ เพื่อให้มุกดาหารเป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ แลกเปลี่ยนเรียนรู้และพัฒนา จากประสบการณ์และบทเรียนการดำเนินโครงการวิจัยในพื้นที่เมืองมุกดาหารและงานวิจัยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยในงานมีการจัดกิจกรรมรูปแบบพื้นที่การเรียนรู้แบบมีชีวิตนำประโยชน์จากงานวิจัยมาต่อยอดเพื่อขยายผลสู่ชุมชน มุ่งเน้นการสร้างการเรียนรู้แบบมีส่วน ร่วมและนำเสนอผ่านพื้นที่สาธารณะ เปิดโอกาสให้สามารถเข้าถึงข้อมูล และมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น เกิดการสานพลังเครือข่ายงานวิจัยเป็นเครือข่ายการเรียนรู้และยังเป็นการสื่อสารรูปธรรมงานวิจัยให้สาธารณะได้รับรู้ ตลอดจนนำไปใช้ประโยชน์อย่างต่อเนื่องและเพื่อความยั่งยืนต่อไป
นอกจากนี้ ภายในกิจกรรมยังมีการเสวนา เรื่อง “มุกดาหาร พื้นที่ปฏิบัติการวิจัยและพัฒนาสู่ความยั่งยืน” โดย นางสาวเสาวนีย์ มุ่งสุจริตการ รองผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ นายวรญาณ บุญณราช ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร นายบุญเยี่ยม เหลาสะอาด ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม เพื่อการพัฒนาเมืองน่าอยู่ และการกระจายศูนย์กลางความเจริญ (ฝ่าย 3) หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการ พัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) และ ดร.สมคิด แก้วทิพย์ ผู้แทนกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) รวมถึงเปิดเวทีให้ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องร่วมแลกเปลี่ยน เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาท้องถิ่นผ่านกระบวนการวิจัยที่มีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน