สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ นำคณะผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้บริหาร วช. และนักวิจัย เข้าร่วมการสัมมนา Think Tank Forum ครั้งที่ 5 (The 5th Think Tank Forum) ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2568 ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน ภายใต้หัวข้อ “การผลักดันความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์อย่างรอบด้าน และสร้างชุมชนไทย-จีนที่มีอนาคตร่วมกัน เพื่อความมั่นคง ความเจริญรุ่งเรือง และความยั่งยืนที่เพิ่มมากขึ้น” (Advancing the Comprehensive Strategic Cooperative Partnership and Building a Thailand-China Community with a Shared Future for Enhanced Stability, Prosperity, and Sustainability) โดยมีสถาบันวิจัยกลยุทธ์ระหว่างประเทศแห่งชาติ (National Institute of International Strategy, NIIS) ภายใต้การดำเนินงานของสถาบันสังคมศาสตร์จีน (Chinese Academy of Social Sciences, CASS) เป็นเจ้าภาพจัดการสัมมนา และภายในงานได้มีการนำเสนอผลงานวิชาการของนักวิจัยไทยและจีน และแลกเปลี่ยนประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับพัฒนาการความสัมพันธ์ไทย-จีนอย่างกว้างขวาง ครอบคลุมทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ-สังคม วัฒนธรรม-ภาษา วิทยาศาสตร์-เทคโนโลยี และความสัมพันธ์ระหว่างประชาชน ภายใต้ 3 หัวข้อย่อย ดังนี้
1) ก้าวสำคัญ: ความสำเร็จและประสบการณ์ในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา
2) การปฏิบัติ: การเสริมสร้างความร่วมมือด้านความเชื่อมโยง เศรษฐกิจ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และ
3) วิสัยทัศน์: สร้างประชาคมจีน-ไทยที่มีอนาคตร่วมกันโดยมุ่งไปข้างหน้าและเน้นที่ประชาชนเป็นเวลา 50 ปีข้างหน้า
โดยมี นายธานินทร์ ผะเอม กรรมการกํากับและติดตามการพัฒนาศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญ (Hub of Talents) และศูนย์กลางด้านความรู้ (Hub of Knowledge) สํานักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ร่วมเป็นผู้ดำเนินการสัมมนาในหัวข้อที่ 2 และมีประเด็นสำคัญจากการสัมมนาฯ สรุปได้ดังนี้
1. เรื่อง “Tourism Cooperation between Thailand and China: Milestones and Future Collaborations” โดย ผศ.ดร. สุพรรณี เขียวชอุ่ม วิทยาลัยนวัตกรรมและการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา ได้นําเสนอเกี่ยวกับความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวระหว่างไทยและจีน โดยเน้นทั้งเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์และโอกาสเชิงกลยุทธ์ในอนาคต รวมทั้งพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปของนักท่องเที่ยวในยุคหลังโควิด-19 และโอกาสที่สำคัญสำหรับความร่วมมือที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น โดยมุ่งเน้นไปที่การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ในการจัดการกับความท้าทายที่เกิดขึ้น เพื่อให้มั่นใจว่าความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวระหว่างสองประเทศยังคงเติบโตส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจและส่งเสริมการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า
2. เรื่อง “Chinese Language in the Context of Thai Society: The Transition from Cultural Heritage to Economic Instrument” โดย ผศ.ดร. เหนือขวัญ บัวเผื่อน คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง ได้นําเสนอ เกี่ยวกับบทบาทของภาษาจีนในบริบทของสังคมไทย ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน และชี้ให้เห็นว่าภาษาจีนเคยเป็นภาษาชาติพันธุ์ที่ใช้ในครัวเรือน พิธีกรรม และธุรกิจของชาวไทยเชื้อสายจีน โดยเฉพาะในกลุ่มภาษาถิ่น เช่น แต้จิ๋ว ฮกเกี้ยน และไหหลำ ซึ่งมีอิทธิพลต่อวิถีชีวิต วัฒนธรรม และเศรษฐกิจของไทยในหลากหลายมิติ แม้ว่าภาษาจีนเคยถูกลดบทบาทลงจากนโยบายกลืนกลายของรัฐไทยในบางช่วงเวลา แต่ในยุคปัจจุบัน ภาษาจีนได้กลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้ง เนื่องจากบทบาทของจีนในเวทีโลก การเปิดสัมพันธ์ทางการทูต และความต้องการแรงงานที่มีทักษะด้านภาษาจีนในภาคธุรกิจและการท่องเที่ยว ทำให้ภาษาจีนกลายเป็น “ทุนทางวัฒนธรรม” และ “เครื่องมือทางเศรษฐกิจ” ที่มีความสำคัญในระดับประเทศ
3. เรื่อง “Thailand-China Cooperation in Space Technology: Advancing Space Agriculture and Sustainable Food Production” โดย ดร. ทัฏพงศ์ ตุลยานนท์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้นำเสนอเกี่ยวกับการเสริมสร้างความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างประเทศไทยและจีน โดยเน้นเรื่องพัฒนาทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีด้านอวกาศเพื่อความมั่นคง ความเจริญรุ่งเรือง และความยั่งยืน เช่น ด้านวิทยาศาสตร์ชีวภาพและอุตสาหกรรมอาหาร ซึ่งมีความสำคัญต่อความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระหว่างไทยและจีนในการพัฒนาการเกษตรในอวกาศ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารสำหรับภารกิจอวกาศระยะยาว
4. เรื่อง “Enhancing Thailand-China Collaboration on Carbon Credit Mechanisms: Sustainable Textile Industry and Climate Change Solutions” โดย น.ส. วิรัลพัชร อสัมภินพงศ์ คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร นำเสนอเกี่ยวกับความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและจีนในด้านกลไกคาร์บอนเครดิตในอุตสาหกรรมสิ่งทอเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยมีความท้าทายที่สำคัญ ได้แก่ การปรับนโยบายการกำหนดราคาคาร์บอนให้สอดคล้องกัน การส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน และการใช้ประโยชน์จากแพลตฟอร์มอาเซียนเพื่อความร่วมมือระดับภูมิภาค
5. เรื่อง “China-Thailand Community with a Shared Future: People-Centered Cooperation Amid Global Challenges” โดย ดร. กุลนรี นุกิจรังสรรค์ สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์วิทยาลัย ได้นำเสนอเกี่ยวกับแนวทางการขับเคลื่อนประชาคมจีน-ไทยที่มีอนาคตร่วมกัน โดยเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นศูนย์กลาง และชี้ให้เห็นถึงรากฐานทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอันแน่นแฟ้น ของไทยและจีน ซึ่งมีลักษณะเฉพาะแตกต่างจากความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในรูปแบบทั่วไป จากนั้นได้อธิบายถึงแนวคิดประชาคมที่มีอนาคตร่วมกันของมวลมนุษยชาติของจีน ซึ่งถูกนำมาประยุกต์ใช้อย่างเป็นทางการในบริบทความสัมพันธ์ทวิภาคีไทย-จีน ตั้งแต่การเยือนประเทศไทยของประธานาธิบดีสีจิ้นผิงในปี ค.ศ. 2022 นอกจากนี้ ยังชี้ให้เห็นถึงความท้าทายสำคัญต่อการขับเคลื่อนประชาคมจีน-ไทยที่มีอนาคตร่วมกันที่ไทยเผชิญ เช่น ความไม่สมดุลทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและจีน ความเหลื่อมล้ำด้านเทคโนโลยี สถานการณ์การแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างมหาอำนาจโลก ความไม่แน่นอนทางการเมืองภายในประเทศ และการแพร่กระจายของข้อมูลข่าวสารที่บิดเบือน ซึ่งล้วนส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างไทยและจีนในภาพรวม
6. เรื่อง “Investment in Human Capital: Building a Future-Oriented and Sustainable Community for the Modern Thai-Chinese Industry” โดย นายประทีป ช่วยเกิด สถาบันวิจัยเพื่อพัฒนาสังคม มหาวิทยาลัยขอนแก่น นำเสนอเกี่ยวกับการ “ลงทุนกับมนุษย์” ซึ่งเป็นการนำทรัพยากรเงินทุนมาลงทุนในด้านมนุษย์ ให้บริการในการดำเนินชีวิตประจำวันของประชาชน ส่งเสริมให้ประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้น และลดค่าใช้จ่าย กระตุ้นการบริโภค เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจที่ดี และยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน โดยการ “ลงทุนกับมนุษย์” ที่สำคัญ คือ การศึกษาในรูปแบบต่างๆ การฝึกอบรมวิชาชีพ การยกระดับความสามารถในการค้นคว้า ทดลอง การประดิษฐ์คิดค้น นวัตกรรม เพื่อให้มีรายได้เพิ่มพูนขึ้น จนถึงขั้นพอเพียงเป็นเป้าหมายสำคัญ โดยการ “ลงทุนกับมนุษย์” จะสามารถนำไปสู่การพัฒนาความร่วมมือระหว่างไทยและจีนในระบบอาชีวศึกษา เพื่อการสร้างประชาคมที่มีอนาคตและยั่งยืนร่วมกันของอุคสาหกรรมสมัยใหม่ไทย-จีน
ในขณะที่นักวิจัยฝ่ายจีนได้ร่วมนำเสนอในประเด็นสำคัญๆ ได้แก่ 1) 50 ปีแห่งมิตรภาพไทย-จีน 2) ความสัมพันธ์จีน-ไทยในยุคสมัยใหม่ 3) ความร่วมมือด้านความมั่นคง เนื้อหา ลักษณะและแนวโน้มการพัฒนา 4) การแลกเปลี่ยนด้านวัฒนธรรมระหว่างจีน-ไทย ในรอบ 50 ปี 5) การบูรณาการระหว่างนวัตกรรม อุตสาหกรรม และบุคลากร เพื่อสร้างประชาคมนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไทย-จีน 6) การส่งเสริมความร่วมมือด้านความเชื่อมโยง เสริมสร้างประชาคมที่มีอนาคตร่วมกันไทย-จีน ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น 7) ความร่วมมือด้านกำลังการผลิตระหว่างจีน-ไทย และการปรับโครงสร้างห่วงโซ่คุณค่าในภูมิภาคเอเชียตะวันออก

ประวัติความเป็นมาและแนวโน้มความร่วมมือด้านการเกษตรจีน-ไทย 9) ระบบการทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อนด้านเศรษฐกิจและการค้าไทย-จีน 10) ความร่วมมือด้านการเรียนการสอนภาษาร่วมกันสร้างสะพานแห่งการแลกเปลี่ยนเรียนรู้อารยธรรมระหว่างจีน-ไทย 11) การพัฒนาบุคลากรด้านภาษาไทย ภายใต้บริบทของการแลกเปลี่ยนและเรียนรู้อารยธรรมระหว่างจีน-ไทย 12) ไทยศึกษาในประเทศจีน 13) การส่งเสริมการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม 14) การศึกษาแนวทางการแลกเปลี่ยนและพัฒนาร่วมกันระหว่างไทย-จีน สำหรับมหาวิทยาลัยท้องถิ่นในภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีน” 15) โอกาสและแนวทางสำหรับการแลกเปลี่ยนระหว่างคลังสมองไทย-จีน
ในช่วงพิธีปิด ได้รับเกียรติจาก รองศาสตราจารย์ ดร. ยงยุทธ แฉล้มวงษ์ กรรมการกํากับและติดตามการพัฒนาศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญ (Hub of Talents) และศูนย์กลางด้านความรู้ (Hub of Knowledge) สํานักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และ Prof. Li Xiangyang ผู้อํานวยการสถาบันวิจัยกลยุทธ์ระหว่างประเทศแห่งชาติสถาบันสังคมศาสตร์จีน ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้เห็นพ้องร่วมกันว่าการสัมมนา Think Tank Forum ครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นเวทีสำหรับนักวิจัยไทยและจีนในการร่วมกันแบ่งปันผลงานวิชาการ ความคิดเห็น และประสบการณ์ด้านการวิจัยและนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับประเด็นที่เชื่อมโยงไทย-จีน เพื่อสร้างชุมชนที่มีความเจริญรุ่งเรืองและยั่งยืนร่วมกันเท่านั้น แต่นักวิจัยทั้งสองฝ่ายยังมีส่วนช่วยส่งเสริมความเข้าใจและมิตรภาพระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศอีกด้วย และเชื่อมั่นว่านักวิจัยทุกท่านมีเจตจำนงอันแน่วแน่ที่จะนำความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับในครั้งนี้ไปประยุกต์ใช้พัฒนางานวิจัยของตนเอง และแสวงหาโอกาสความร่วมมือร่วมกัน เพื่อดำเนินโครงการวิจัยร่วมกันในสาขาใหม่ๆ ในการตอบสนองต่อความต้องการของประเทศในยุคปัจจุบัน