วันที่ 29 พฤษภาคม 2568 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ร่วมกับ กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) จัดประชุมหารือ “ความเป็นไปได้ในการจัดการเศษวัสดุเหลือใช้จากภาคการเกษตรใช้ประโยชน์ในโรงไฟฟ้าและโรงงานอุตสาหกรรม เพื่อไปสู่การลดการเผา และลด PM2.5” โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ มอบหมายให้ นางสาวเสาวนีย์
มุ่งสุจริตการ รองผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานกล่าวเปิดการประชุม และได้รับเกียรติจาก นางกัญชลี นาวิกภูมิ รองอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ กล่าวตอนรับและเข้าร่วมการประชุม พร้อมด้วยคณะนักวิจัย ที่ดำเนินงานวิจัยใน 3 พื้นที่ ดังนี้
- ภาคเหนือ นำโดย รองศาสตราจารย์ ดร.วงกต วงศ์อภัย และคณะ จากสถาบันวิจัยพหุศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
- ภาคกลาง โดย รองศาสตราจารย์ ดร.อภิชิต เทอดโยธิน และคณะ จากคณะพลังงานสิ่งแวดล้อมและวัสดุ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
- ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดย ศาสตราจารย์ ดร.ธนากร วงศ์วัฒนาเสถียร และคณะ จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
ทั้ง 3 ทีมวิจัยร่วมนำเสนอผลงานวิจัย “ความเป็นไปได้ในการจัดการเศษวัสดุเหลือใช้จากภาคการเกษตรใช้ประโยชน์ในโรงไฟฟ้าและโรงงานอุตสาหกรรม เพื่อไปสู่การลดการเผา และลด PM2.5” ของทั้ง 3 พื้นที่ และรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะร่วมกับหน่วยงานผู้ใช้ประโยชน์ ณ ห้องประชุม 202 กรมควบคุมมลพิษ และในรูปแบบ Video Conference ผ่านโปรแกรม Zoom
นางสาวเสาวนีย์ มุ่งสุจริตการ รองผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า “จากการศึกษาของทั้ง 3 พื้นที่ พบว่าเป็นแนวทางที่ควรเร่งรัดให้เกิดขึ้นโดยเร็ว มีความเป็นไปได้สูง และควรปรับและสร้างกลไก กฎระเบียบให้สอดคล้องและสนับสนุนการดำเนินงานตามผลการศึกษา นอกจากนี้ จำเป็นที่จะต้องมีกลไกทางการเงินพิเศษเพิ่มเติม เพื่อขับเคลื่อนการเคลื่อนย้ายชีวมวลจากพื้นที่เกษตรหรือป่า ให้มาสู่การใช้ประโยชน์ด้านพลังงาน เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ตั้งแต่ต้นทาง โดย วช. มีความมุ่งมั่นในการแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 โดยลดจำนวนจุด Hotspot และสร้างมาตรการลดฝุ่นอย่างยั่งยืน”
นางกัญชลี นาวิกภูมิ รองอธิบดีกรมควบคุมมลพิษกล่าวว่า “ผลการศึกษาชัดเจนว่าควรใช้กลไกส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชน โดยสร้างให้เกิดธุรกิจชุมชนและเกษตรกรในการรวบรวม จัดเตรียม และขนส่งวัสดุชีวมวล เข้าสู่โรงไฟฟ้าชีวมวล โรงไฟฟ้าขยะ และโรงงานในช่วงก่อนและช่วงวิกฤตฝุ่น PM2.5 และเพิ่มความต้องการของตลาดในการใช้เศษวัสดุเหล่านี้เป็นเชื้อเพลิง”
ทั้งนี้ การประชุมหารือที่จัดขึ้นในวันนี้เป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการแก้ไข PM2.5 อันเป็นประเด็นเร่งด่วนของประเทศไทย ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือแบบบูรณาการจากทุกภาคส่วน และหวังว่าจะเป็นประโยชน์กับหน่วยงานผู้ใช้ประโยชน์ เพื่อผลักดันให้ผลการดำเนินงานวิจัยดังกล่าวถูกนำไปสู่การใช้ประโยชน์