วันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ มอบหมายให้ นางสาวเสาวนีย์ มุ่งสุจริตการ รองผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และนางมาริยาท ตั้งมิตรเจริญ ผู้อำนวยการกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์ด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พร้อมด้วย ดร.มารยาท สมุทรสาคร ผู้ทรงคุณวุฒิ วช. และคณะเจ้าหน้าที่ วช. เข้าร่วมการประชุมหารือการสนับสนุนการวิจัย พัฒนา ขับเคลื่อนอุทยานธรณีโลกสตูลให้เป็นรูปธรรมตามทิศทางและกรอบระยะเวลาที่ UNESCO กำหนด โดยมี นายคณิต คงช่วย รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล และนายณัฐพร รักบำรุง ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดสตูล ให้การต้อนรับและเข้าร่วมการประชุม ณ ห้องประชุมวัฒนโกเมร ชั้น 4 ศาลากลางจังหวัดสตูล
การประชุมในครั้งนี้ นายคณิต คงช่วย กล่าวว่า ถือเป็นการตอบสนองต่อสถานการณ์ “ใบเหลือง” ของอุทยานธรณีโลกสตูลจาก UNESCO ที่กำหนดให้จังหวัดต้องเร่งดำเนินการแก้ไขภายในกรอบเวลา 21 เดือนก่อนการประเมินครั้งถัดไปในปี 2570 ประเด็นเร่งด่วนที่สุดในขณะนี้ คือ การแก้ปัญหาโครงสร้างการบริหารจัดการของอุทยานธรณีโลกสตูล ซึ่งจำเป็นต้องจัดตั้งเป็น “นิติบุคคลอิสระ” ตามมาตรฐานสากลของอุทยานธรณีโลก จังหวัดสตูลจึงจำเป็นต้องเตรียมนำแนวทาง “องค์กรต้นแบบ” (Prototype Organization) ที่มีบุคลากรทำงานจริงมาดำเนินการ พร้อมรับการสนับสนุนเชิงวิชาการและงานวิจัยจาก วช. เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่แสดงถึงความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรมต่อ UNESCO
นางสาวเสาวนีย์ มุ่งสุจริตการ กล่าวว่า วช. ได้ดำเนินการประเมินโครงการพัฒนาพื้นที่ในเขตอุทยานธรณีโลกสตูลในปี 2565 และ 2567 เพื่อใช้เป็นข้อมูลสำคัญในการวางกรอบวิจัยและพัฒนาให้สอดคล้องกับมาตรฐานของ UNESCO พร้อมเน้นการยกระดับความยั่งยืนในมิติต่าง ๆ ทั้งสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจชุมชน คุณภาพชีวิต ปัญหาขยะและน้ำท่วมในพื้นที่เกาะหลีเป๊ะ โดยเฉพาะความปลอดภัย และการจัดการภัยพิบัติ ซึ่งเป็นประเด็นที่ UNESCO ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ
เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างบูรณาการ วช. จังหวัดสตูล และอุทยานธรณีโลกสตูล เตรียมจัดทำบันทึกความร่วมมือ (MOU) ร่วมกับทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานรัฐ เอกชน ท้องถิ่น ชุมชน และสถาบันวิจัย เพื่อรวมพลังเดินหน้าพัฒนาอย่างเป็นระบบ การประชุมครั้งนี้จึงนับเป็นก้าวสำคัญในการรักษาสถานะของอุทยานธรณีโลกสตูล และวางรากฐานให้จังหวัดก้าวสู่การเป็นพื้นที่ต้นแบบ หรือ “Role model” ของอุทยานธรณีโลกในอนาคตตามมาตรฐานของ UNESCO