วว. และหน่วยงานเครือข่ายร่วมดำเนินงาน ได้ดำเนินการจัดทำ “สวนต้นแบบลดฝุ่น PM 2.5” ด้วยการใช้ประโยชน์จากไม้ดอกไม้ประดับ

วันที่ 26 ธ.ค. 2025
245 Views
รายละเอียดตำแหน่งงาน

เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2568 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ร่วมกันขับเคลื่อน “โครงการปลูกไม้ดอกไม้ประดับเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและลดมลภาวะฝุ่น PM2.5” มุ่งสร้างโมเดล “สวนต้นแบบลดฝุ่น PM 2.5” ด้วยการใช้ประโยชน์จากไม้ดอกไม้ประดับ ภายใต้การดำเนินงานแผนงานเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์ ววน. ประเด็น ประเทศไทยปลอดภัยจาก PM2.5 (เป้าหมาย 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน) ซึ่งมี ดร.อนันต์ พิริยะภัทรกิจ นักวิจัยอาวุโส ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์ เป็นหัวหน้าโครงการฯ โดยจัดกิจกรรมเปิดสวนต้นแบบลดฝุ่น PM 2.5 เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับนักเรียน อาจารย์ นักวิชาการ และผู้ที่สนใจในพื้นที่ได้สามารถศึกษาเรียนรู้การใช้ประโยชน์จากไม้ดอกไม้ประดับประเภทต่างๆ เพื่อป้องกันฝุ่น PM 2.5 ในช่วงฤดูแล้ง ณ โรงเรียนเทศบาล 6 นครเชียงราย อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย
โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ได้มอบหมายให้ นางสาวเสาวนีย์ มุ่งสุจริตการ รองผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วยนายประลอง ดำรงค์ไทย ผู้อำนวยการแผนงานประเทศไทยปลอดภัยจาก PM2.5 (เป้าหมาย 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน) ดร.ยุพิน เลิศบุรุษ ผู้เชี่ยวชาญด้านการส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรม ผู้อำนวยการกลุ่มขับเคลื่อนแผนงานวิจัยตามเป้าหมาย และมี ดร.พงศธร ประภักรางกูล รองผู้ว่าการวิจัยและพัฒนา ด้านอุตสาหกรรมชีวภาพ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการจัดงาน และได้รับเกียรติจาก ดร.วันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย กล่าวให้การต้อนรับ พร้อมทั้งผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ เกษตรกร นักวิจัย และเยาวชน เข้าร่วมงาน ณ โรงเรียนเทศบาล 6 นครเชียงราย จังหวัดเชียงราย
นางสาวเสาวนีย์ มุ่งสุจริตการ รองผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานเปิดงาน กล่าวว่า โครงการนี้เป็นความร่วมมือระหว่าง วช. วว. และโรงเรียนเทศบาล 6 นครเชียงราย ที่ได้ร่วมกันพัฒนาสวนต้นแบบซึ่งใช้ประโยชน์จากไม้ดอกไม้ประดับท้องถิ่นเป็นกลไกในการลดฝุ่นในเขตเมือง พร้อมทั้งสนับสนุนให้ชุมชนปรับเปลี่ยนแนวทางการเกษตรจากระบบที่มีการเผา มาเป็นการใช้วัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรเป็นวัสดุปลูก ซึ่งนอกจากจะช่วยลดปัญหาฝุ่น PM 2.5 และจุดความร้อนแล้ว ยังช่วยเพิ่มพื้นที่สีเขียว ส่งเสริมสิ่งแวดล้อมที่ดี และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตภาคเหนือที่ประสบปัญหาฝุ่นละอองเป็นประจำทุกปี พื้นที่“สวนต้นแบบลดฝุ่น PM 2.5” แห่งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการขยายผลสู่พื้นที่อื่น ๆ และเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดการใช้ประโยชน์จากไม้ดอกไม้ประดับและทรัพยากรท้องถิ่น เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ดี และคุณภาพอากาศที่ยั่งยืนต่อไป
ผศ.ดร.วีรชัย อาจหาญ ผู้ว่าการ วว. ได้มอบหมายให้ ดร.พงศธร ประภักรางกูล รองผู้ว่าการวิจัยและพัฒนา ด้านอุตสาหกรรมชีวภาพ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการจัดงานครั้งนี้ว่า กิจกรรม “สวนต้นแบบลดฝุ่น PM 2.5 ด้วยไม้ดอกไม้ประดับ” เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “การปลูกเลี้ยงไม้ดอกไม้ประดับเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและลดมลภาวะฝุ่น PM 2.5” ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ประจำปีงบประมาณ 2568 โดย วว. และมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว.) ได้ร่วมกับโรงเรียนเทศบาล 6 นครเชียงราย จังหวัดเชียงราย จัดทำสวนต้นแบบเพื่อแสดงศักยภาพของไม้ดอกไม้ประดับในการลดฝุ่นในเขตเมือง พร้อมส่งเสริมให้ชุมชนปรับเปลี่ยนวิถีการเกษตรแบบดั้งเดิมสู่ระบบที่ปลอดการเผา โดยนำวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรมาใช้เป็นวัสดุปลูกเลี้ยงไม้ดอกไม้ประดับ ช่วยลดการเกิดฝุ่น PM 2.5 และลดจุดความร้อน ตลอดจนเพิ่มพื้นที่สีเขียวในพื้นที่การเกษตร อันจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพอากาศในพื้นที่ภาคเหนืออย่างเป็นรูปธรรม กิจกรรมในวันนี้จะก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งในด้านการเรียนรู้ของนักเรียน การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาวะ และการเป็นพื้นที่ต้นแบบสำหรับการพัฒนาสวนลดฝุ่นในเขตเมือง เพื่อช่วยป้องกันและลดผลกระทบของฝุ่นต่อสุขภาพของนักเรียนและประชาชนในชุมชน
ดร.วันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย  กล่าวว่า จังหวัดเชียงราย ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่คณะนักวิจัยฯ ได้พัฒนาสวนต้นแบบลดฝุ่น PM 2.5 แห่งนี้ เพื่อเป็นพื้นที่เรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อมและเป็นตัวอย่างของการนำไม้ดอกไม้ประดับท้องถิ่นมาใช้ในการลดฝุ่นในเขตเมืองอย่างสร้างสรรค์ นอกจากนี้ การส่งเสริมให้ชุมชนปรับเปลี่ยนวิถีการเกษตรจากระบบที่มีการเผามาใช้วัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรเป็นวัสดุปลูก ถือเป็นแนวทางที่ช่วยลดปัญหาฝุ่นและส่งเสริมการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน เทศบาลนครเชียงรายให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อคุณภาพอากาศสุขภาพของประชาชนและการเพิ่มพื้นที่สีเขียว การมีสวนต้นแบบลดฝุ่นในโรงเรียนเช่นนี้ นอกจากจะช่วยป้องกันผลกระทบจากฝุ่น PM 2.5 ต่อเด็กนักเรียนแล้ว ยังเป็นพื้นที่การเรียนรู้ที่ช่วยปลูกจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมให้กับเยาวชนของเราซึ่งจะเป็นพลังสำคัญในการพัฒนาชุมชนในอนาคต
นอกจากนี้ยังได้มีการส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากเศษวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร อาทิเช่น ตอฟาง และตอข้าวโพด รวมทั้งเศษพืชอื่น ๆ ซึ่งเดิมมักถูกกำจัดด้วยวิธีการเผา โดยการดำเนินงานมุ่งเปลี่ยนกระบวนการเผาเป็นการย่อยสลายและหมักเพื่อนำมาใช้เป็นวัสดุปลูกและปรับปรุงดินสำหรับการปลูกเลี้ยงไม้ดอกไม้ประดับลดปริมาณการเผาไหม้ในพื้นที่เกษตรกรรม อันเป็นสาเหตุสำคัญของปัญหามลพิษทางอากาศในภาคเหนือตอนบนของประเทศไทยและพร้อมเดินหน้าสร้างโมเดลลดการเผาในพื้นที่เกษตรสร้างรายได้ใหม่ให้พี่น้องเกษตรกรในจังหวัดเชียงรายและพะเยา ผ่านการดำเนินกิจกรรมที่เป็นรูปธรรม ซึ่งได้รับความร่วมมือจากกลุ่มเป้าหมายในพื้นที่เข้าร่วมโครงการอย่างต่อเนื่องก่อให้เกิดเครือข่ายที่เข้มแข็งในการร่วมขับเคลื่อนโครงการ ดังนี้
การสนับสนุนให้ปลูกไม้ตัดดอก  ทีมนักวิจัย วว. ลงพื้นที่จังหวัดเชียงรายและพะเยา มีเกษตรกรสมัครเข้าร่วมโครงการกว่า 50 ราย โดยได้รับการสนับสนุนให้ปลูกไม้ตัดดอก เช่น ดอกแอสเตอร์ หญ้าหางกระต่าย มากาเร็ต ดอกกระดาษ คัตเตอร์ เบญจมาศ และแกลดิโอลัส รวมถึงไม้ดอกเพื่อการแปรรูป เช่น เก๊กฮวย กระเจี๊ยบแดง คาโมมายล์ และอัญชัน ซึ่งสามารถแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อบแห้งเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มได้ นอกจากนี้ยังมีการใช้ประโยชน์จากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เช่น ฟางข้าว ซังข้าวโพด และชานอ้อย มาพัฒนาเป็นวัสดุปรับปรุงดินและวัสดุคลุมดิน สำหรับการปลูกเลี้ยงไม้ดอกไม้ประดับ ก่อให้เกิดรายได้ที่มั่นคงกว่า 35,000 บาท/ราย 
ลดการเผา-พัฒนาพื้นที่เกษตร  นอกจากการลดมลภาวะจากการเผาแล้ว โครงการนี้ยังมุ่งเน้นการพัฒนาพื้นที่เกษตรและชุมชนท่องเที่ยวเชิงเกษตร ให้สามารถปลูกเลี้ยงไม้ดอกไม้ประดับเพื่อสร้างรายได้เสริม โดยเฉพาะพืชที่ใช้น้ำในการเพาะปลูกน้อยและสามารถออกดอกในช่วงฤดูหนาวถึงต้นฤดูร้อน เช่น ดอกเก๊กฮวย กระเจี๊ยบแดง คาโมมายล์ และอัญชัน เป็นต้น โดยดอกไม้ที่ปลูกนั้นยังสามารถนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อบแห้ง เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม เพิ่มมูลค่าและสร้างช่องทางตลาดใหม่ให้กับเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และผู้ประกอบการท้องถิ่น นอกจากนั้นการดำเนินงานภายใต้โครงการยังเป็นการเพิ่มพื้นที่สีเขียวในชุมชน สร้างสภาพแวดล้อมที่น่าอยู่อาศัย และส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติในพื้นที่เป้าหมาย อันจะนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ทั้งในมิติสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคม
การดำเนินโครงการนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของในการบูรณาการองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่ประชาชน พร้อมทั้งร่วมขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน