สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ร่วมกับคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร จัดการประชุมสรุปผลโครงการวิจัย “แนวทางการจัดการความเร็วบนถนนแบบโครงข่ายในพื้นที่เขตเมือง” โดยจัดขึ้นในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลกและจังหวัดพิจิตร ระหว่างวันที่ 23–24 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อถ่ายทอดผลการศึกษา แลกเปลี่ยนบทเรียนจากการปฏิบัติจริง และพิจารณาข้อเสนอเชิงนโยบายในการยกระดับความปลอดภัยทางถนนในระดับจังหวัด
ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ มอบหมายให้นางสาวสตตกมล เกียรติพานิช ผู้อำนวยการกองบริหารทุนวิจัยและนวัตกรรม 2 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวเปิดการประชุม โดยมีผู้เข้าร่วมการประชุมจากศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนจังหวัด หน่วยงานสนับสนุนด้านความปลอดภัยทางถนนในพื้นที่ และภาคีเครือข่ายต่างๆ เข้าร่วมการประชุม ซึ่ง วช. ในฐานะหน่วยบริหารทุนวิจัยและนวัตกรรมของประเทศ ให้ความสำคัญกับการสนับสนุนงานวิจัยด้านความปลอดภัยทางถนนอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นการนำองค์ความรู้เชิงประจักษ์มาพัฒนาเป็นเครื่องมือ กลไก และแนวทางการดำเนินงานที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในระดับพื้นที่ โดยโครงการวิจัยดังกล่าวมีวัตถุประสงค์สำคัญในการเสริมสร้างความรู้ด้านการจัดการความเร็วบนถนนในเขตเมือง พร้อมประยุกต์ใช้เทคโนโลยี เช่น ระบบกล้องวงจรปิด (CCTV) และโปรแกรมตรวจจับความเร็ว เพื่อสนับสนุนกลไกการทำงานของศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน (ศปถ.) ทั้งระดับจังหวัดและระดับอำเภอ ให้สามารถวิเคราะห์ข้อมูล วางแผน และขับเคลื่อนมาตรการเชิงรุกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ทั้งนี้ จังหวัดพิษณุโลกเป็นศูนย์กลางการคมนาคมและเศรษฐกิจของภาคเหนือตอนล่าง มีโครงข่ายถนนรองรับการเดินทางทั้งภายในเมืองและระหว่างจังหวัด ขณะที่จังหวัดพิจิตรมีบทบาทเป็นจุดเชื่อมโยงระหว่างภาคกลางตอนบนและภาคเหนือตอนล่าง มีการใช้ถนนที่หลากหลาย ทั้งการสัญจรในชีวิตประจำวัน การขนส่งสินค้าเกษตร และการเดินทางท่องเที่ยว ความหลากหลายดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการพัฒนาระบบการจัดการความเร็วและความปลอดภัยทางถนนอย่างเป็นระบบ สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่
การประชุมครั้งนี้จึงนับเป็นเวทีสำคัญในการนำเสนอผลการวิจัย แลกเปลี่ยนประสบการณ์จากหน่วยงานภาคีเครือข่าย และร่วมกันกำหนดแนวทางการบริหารจัดการความปลอดภัยทางถนนที่มีประสิทธิภาพ โดยมุ่งหวังให้เกิดการยกระดับระบบความปลอดภัยทางถนนในเขตเมืองอย่างเป็นรูปธรรม สามารถลดอุบัติเหตุและความสูญเสียในสังคมไทย และขยายผลสู่พื้นที่อื่นของประเทศต่อไป