วช. และมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ร่วมกับสำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จัดสัมมนาเรื่อง “ก้าวต่อไปของการบริการ Digital Object Identifier (DOI)” ภายใต้โครงการการจัดตั้งศูนย์ DOI Service Center สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ

วันที่ 27 ก.พ. 2026
116 Views
รายละเอียดตำแหน่งงาน

วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ร่วมกับสำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จัดสัมมนาเรื่อง “ก้าวต่อไปของการบริการ Digital Object Identifier (DOI)” โดยได้รับเกียรติจาก รองศาสตราจารย์ ดร.ชัยยศ สัมฤทธิ์สกุล รองอธิการบดี มหาวิทยาวิทยาลัยแม่โจ้ เป็นประธานกล่าวต้อนรับและเปิดการสัมมนาฯ ซึ่ง ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ได้มอบหมายให้ นางมาริยาท ตั้งมิตรเจริญ ผู้อำนวยการกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์ ด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ นำเสนอนโยบายสำคัญของสำนักงานการวิจัยแห่งชาติและกล่าวต่อไปของการบริการ DOI และศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.น้ำทิพย์ วิภาวิน หัวหน้าโครงการวิจัย โครงการการจัดตั้งศูนย์ Thailand DOI Service Center กล่าวเน้นย้ำถึงความสำคัญของ DOI ณ ห้องประชุมสายน้ำผึ้ง ชั้น 1 สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยแม่โจ้ 
นางมาริยาท ตั้งมิตรเจริญ ผู้อำนวยการกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์ ด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ นำเสนอนโยบายสำคัญของสำนักงานการวิจัยแห่งชาติและกล่าวต่อไปของการบริการ DOI ว่า วช. ได้พัฒนาการบริการ DOI มาตั้งแต่ปี 2555 โดยปัจจุบันมุ่งสู่มิติใหม่ในปี 2567-2568 เพื่อเป็นศูนย์กลาง Thailand DOI Service Center และเป็นผู้นำเครือข่ายการให้บริการ โดยยกระดับจากสมาชิกประเภท Direct Member สู่การเป็น DataCite Consortium Lead รายแรกในภูมิภาคอาเซียน เพื่อสนับสนุนหน่วยงานวิจัยและมหาวิทยาลัยในไทย โดยขยายขอบเขตบริการรองรับการออกรหัส DOI ให้กับผลงานวิจัย เช่น ชุดข้อมูล (Datasets), วิทยานิพนธ์ และรายงานการวิจัย นอกจากนั้น ยังร่วมมือกับ Crossref เพื่อเป็นหน่วยงานแรกในไทยที่เป็น Crossref Sponsor เพื่อช่วยวารสารในฐาน TCI ออกรหัส DOI สำหรับบทความวารสารได้อย่างมีมาตรฐานสากลเพื่อความยั่งยืนในอนาคตโดยเน้นด้านการจัดการ Metadata ตามมาตรฐาน ISO 26324 ทั้งนี้เชื่อว่า Thailand DOI Service Center จะเป็นการสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลวิจัยที่เชื่อมโยงกันได้ทั่วโลก เพื่อส่งเสริมการเข้าถึงและอ้างอิงข้อมูลอย่างเปิดกว้างและยั่งยืนรองรับการเป็น Open Science ในอนาคต
ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.น้ำทิพย์ วิภาวิน หัวหน้าโครงการวิจัย โครงการการจัดตั้งศูนย์ Thailand DOI Service Center กล่าวเน้นย้ำถึงความสำคัญของ DOI ว่า รหัส DOI มีความสำคัญอย่างยิ่งในยุคดิจิทัล เนื่องจากช่วยให้การเข้าถึงข้อมูลวิจัยเป็นไปอย่างสะดวกและรวดเร็ว โดย DOI เป็น Persistent Identifier ที่ไม่เปลี่ยนแปลงแม้ URL จะเปลี่ยน ยิ่งในยุคมีการใช้ AI มากขึ้น DOI ยิ่งจะมีความสำคัญที่จะทำหน้าที่ Input ให้ AI เข้าใจบริบทของข้อมูล และใช้ DOI เป็นแหล่งอ้างอิงที่เชื่อถือได้ในการตรวจสอบความถูกต้อง และทำให้การอ้างอิงข้อมูลมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น ถึงแม้ปัจจุบันจะมีการใช้ AI หรือ ปัญญาประดิษฐ์เข้ามาช่วยวิเคราะห์และอ้างอิงข้อมูลการวิจัย  ในอนาคต DOI จะมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุน Open Science และการจัดการข้อมูลวิจัย โดยการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างนักวิจัย องค์กร และข้อมูลดิจิทัลอื่น ๆ ทั้งนี้ โครงสร้างสำคัญ DOI ต้องอิงตามมาตรฐานสากล ISO 26324 ซึ่งกำหนดให้มีการจัดการเมทาดาทาที่ครบถ้วนและถูกต้อง รวมถึงการสร้าง Landing Page ที่เสถียร เพื่อให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างสะดวก  ในส่วนของผู้เข้าร่วมประชุมได้แสดงความคิดเห็นไปในทิศทางที่ดีและเห็นความสำคัญของรหัส DOI ที่จะช่วยสนับสนุน Open Science รวมถึงการเผยแพร่และสร้างการเข้าถึงผลงานการวิจัยของไทยที่มีมาตรฐาน สร้างความน่าเชื่อถือและการยอมรับในระดับสากลมากยิ่ง โดยเฉพาะในส่วนของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ และมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ที่พร้อมให้การสนับสนุนเพื่อการพัฒนาการให้บริการการออกรหัส DOI ในพื้นที่ภาคเหนือ
โดยการสัมมนาในครั้งนี้ มีผู้สนใจจากสถาบันการศึกษา หน่วยงานราชการ และภาคเอกชน รวมทั้งสิ้นกว่า 300 คน แบ่งเป็นรูปแบบออนไซต์ จำนวน 55 คน และในรูปแบบออนไลน์ 277 คน สำหรับวัตถุประสงค์ของการจัดสัมมนาครั้งนี้เพื่อเป็นการเผยแพร่และประชาสัมพันธ์การให้บริการการออกเลข DOI ของสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ และสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ DOI ที่มีบทบาทสำคัญในด้านการสงวนรักษาทรัพยากรดิจิทัลและการเผยแพร่ผลงานวิจัยของไทย 
อย่างไรก็ตาม การพัฒนา DOI เพื่อสร้างการเข้าถึงและความน่าเชื่อถือของผลงานวิจัยของไทย จำเป็นอย่างยิ่งต้องอาศัยความร่วมมือทั้งจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ และหน่วยงานต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น สถาบันการศึกษา หน่วยงานราชการ และเอกชนที่มีบทบาทสำคัญด้านการสนับสนุนและส่งเสริมการวิจัย ทั้งนี้เพื่อการบริหารจัดการข้อมูลวิจัยในยุคดิจิทัลที่มีประสิทธิภาพและเป็นไปตามมาตรฐานสากล ซึ่งจะส่งผลดีต่อการเข้าถึงข้อมูลการวิจัยของไทยและการอ้างอิงในอนาคต