สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ มอบหมายให้ นางสาวเสาวนีย์ มุ่งสุจริตการ รองผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ พร้อมด้วย ดร.สุพัฒน์ หวังวงศ์วัฒนา ผู้อำนวยการศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญด้านมลพิษอากาศและภูมิอากาศ (HTAPC) คณะผู้บริหาร วช. และคณะนักวิจัย เข้าหารือความคืบหน้าการพัฒนา “ระบบบัญชีการระบายมลพิษทางอากาศของประเทศไทย” และแนวทางขับเคลื่อนผลงานวิจัยนวัตกรรมสู่การนำไปใช้ประโยชน์เพื่อสนับสนุนการแก้ปัญหามลพิษอากาศของไทยอย่างเป็นระบบ ร่วมกับกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ห้องประชุม 302 ชั้น 3 อาคารกรมควบคุมมลพิษ
นางสาวเสาวนีย์ มุ่งสุจริตการ รองผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวถึงที่มาและวัตถุประสงค์ของการประชุมในวันนี้ สืบเนื่องจากข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการด้านการศึกษาวิจัยในประเด็นการติดตามป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษทางน้ำ อากาศ และขยะ ระหว่าง คพ. และ วช. มีวัตถุประสงค์เพื่อผลักดันนโยบายที่สำคัญและเพิ่มประสิทธิภาพระบบบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม และสนับสนุนโจทย์วิจัยตามความสำคัญเร่งด่วนของ คพ. ในประเด็นการป้องกันและแก้ไขมลพิษทางน้ำ อากาศ และขยะ ซึ่งการประชุมในวันนี้ วช. มีวัตถุประสงค์ในการขอหารือที่ประชุมในประเด็นด้านมลพิษทางอากาศ เรื่อง “การจัดทำบัญชีการระบายมลพิษทางอากาศระดับประเทศ (National Emission Inventory: NEI)” ดังนี้ (1) รายงานความคืบหน้าการจัดทำบัญชีการระบายมลพิษทางอากาศระดับประเทศ (NEI) (2) รายงานผลการวิจัยเบื้องต้นโดยคณะนักวิจัย และ (3) หารือแนวทางการนำไปใช้ประโยชน์
นายธีระพงษ์ วิมลจิตรานนท์ รองอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ กล่าวต้อนรับและขอบคุณ วช. ที่สนับสนุนการพัฒนา “ระบบบัญชีการระบายมลพิษทางอากาศของประเทศไทย” เพื่อวางรากฐานข้อมูลสนับสนุนการแก้ปัญหามลพิษอากาศของไทยอย่างเป็นระบบตามร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด
ดร.สุพัฒน์ หวังวงศ์วัฒนา ผู้อำนวยการศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญด้านมลพิษอากาศและภูมิอากาศ (HTAPC) พร้อมด้วยคณะนักวิจัย รศ. ดร.เอกบดินทร์ วินิจกุล สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย รศ. ดร.นเรศ เชื้อสุวรรณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี และ รศ. ดร.ธันวดี ศรีธาวิรัตน์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม นำเสนอภาพรวมความคืบหน้าการพัฒนาระบบบัญชีการระบายมลพิษทางอากาศระดับประเทศ (NEI) โดยสรุปสาระสำคัญ ดังนี้
การวางรากฐาน ระยะที่ 1 (ปี 2568-2569) พัฒนาวิธีการเก็บข้อมูลและฐานข้อมูลกลาง ที่ประชุมได้รับทราบความคืบหน้าการดำเนินงานในระยะที่ 1 ซึ่งมุ่งเน้นการวางกรอบระเบียบวิธีการจัดทำบัญชีการระบายมลพิษทางอากาศให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล อาทิ IPCC, EMEP/EEA และ US EPA รวมทั้งการพัฒนาเครื่องมือฐานข้อมูลกลาง Emission Inventory Database เพื่อใช้เป็นเครื่องมือหลักในการรวบรวมและคำนวณข้อมูลการระบายมลพิษของประเทศ ขณะเดียวกัน ได้มีการดำเนินงานจัดทำบัญชีการระบายมลพิษทางอากาศในระดับจังหวัด โดยใช้พื้นที่ภาคเหนือเป็นพื้นที่นำร่อง ครอบคลุมหลายจังหวัด เช่น เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง พะเยา แพร่ น่าน แม่ฮ่องสอน และตาก ผ่านความร่วมมือกับหน่วยงานในพื้นที่และสถาบันการศึกษา เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลแหล่งกำเนิดมลพิษและกิจกรรมที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบ ซึ่งความท้าทายสำคัญในระยะที่ผ่านมา คือ ความแตกต่างของรูปแบบข้อมูลจากหน่วยงานต่าง ๆ และความจำเป็นในการเพิ่มความละเอียดของข้อมูลเชิงพื้นที่ อย่างไรก็ตาม ความร่วมมือระหว่างหน่วยงานส่วนกลาง จังหวัด และสถาบันการศึกษา จะช่วยเสริมศักยภาพให้ระบบ NEI มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น
การยกระดับสู่ระบบสารสนเทศเต็มรูปแบบ ระยะที่ 2 (ปี 2569-2570) ที่ประชุมได้หารือแนวทางการพัฒนาระบบสารสนเทศสำหรับบัญชีการระบายมลพิษทางอากาศระดับประเทศ โดยจะมุ่งเน้นการพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อเชื่อมโยงข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การออกแบบระบบเผยแพร่ข้อมูลรวมศูนย์โดย คพ. รับผิดชอบดูแลต่อ โดยที่หน่วยงาน นักวิจัย และประชาชนที่สนใจสามารถเข้าถึงได้ง่าย รวมถึงการประกาศใช้กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการจัดส่งข้อมูลเข้าสู่ฐานข้อมูลกลาง เพื่อให้สามารถนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงนโยบายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
วช. คาดหวังว่า “ระบบบัญชีการระบายมลพิษทางอากาศระดับประเทศ” จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างฐานข้อมูลที่ถูกต้องอย่างเป็นระบบและเชื่อถือได้ ซึ่งจะเป็นข้อมูลสำคัญในการสนับสนุนการวางแผนและกำหนดมาตรการด้านอากาศสะอาดของประเทศไทย โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 อย่างเป็นรูปธรรม ตลอดจนยกระดับคุณภาพอากาศและคุณภาพชีวิตของประชาชนสู่อากาศสะอาด