สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ลงพื้นที่จังหวัดน่าน ระหว่างวันที่ 16 – 17 มีนาคม 2569 เพื่อติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานโครงการวิจัยภายใต้เป้าหมายสำคัญของยุทธศาสตร์การวิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม ในประเด็น “น้ำมั่นคง ไม่ท่วม ไม่แล้ง” โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ มอบหมายให้ นางสาวภาวณี คำชาลี ผู้อำนวยการกองส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรม พร้อมด้วยผู้ทรงคุณวุฒิจาก วช. ได้แก่ นายสุรพล ปัตตานี นายสมบูรณ์ วงค์กาด และ นายธนา สุวัฑฒน โดยลงพื้นที่ติดตาม โครงการวิจัยจำนวน 3 โครงการ ที่มุ่งแก้ไขปัญหาการจัดการทรัพยากรน้ำและการอนุรักษ์ทรัพยากรดินในพื้นที่จังหวัดน่าน พร้อมทั้งตรวจเยี่ยมจุดติดตั้งนวัตกรรม และรับฟังความก้าวหน้าการดำเนินงานจากคณะนักวิจัย
คณะผู้ทรงคุณวุฒิและผู้แทนจาก วช. ลงพื้นที่ องค์การบริหารส่วนตำบลป่าคา อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน เพื่อติดตามโครงการวิจัยเรื่อง “การจัดการความเสี่ยงและการป้องกันการชะล้างพังทลายของดินเนื่องจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในพื้นที่จังหวัดน่าน” ซึ่งมี รองศาสตราจารย์ ดร.พีรวัฒน์ ปลาเงิน จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นหัวหน้าโครงการ โดยมีเป้าหมายถ่ายทอดองค์ความรู้และพัฒนาแนวทางการป้องกันการชะล้างพังทลายของดินในพื้นที่เสี่ยงภัยของจังหวัดน่าน
ทั้งนี้ คณะติดตามโครงการได้ตรวจเยี่ยมพื้นที่ต้นแบบและนวัตกรรมที่นำมาใช้ในการอนุรักษ์ดินและน้ำ เช่น กำแพงยางรถยนต์เก่ากั้นดิน ฝายดินซีเมนต์ชะลอน้ำ การใช้ถุงหินกรวดป้องกันพื้นที่ลาดชัน การปักหลักและสานรั้วไม้ไผ่ รวมถึงแนวหญ้าแฝก เพื่อช่วยลดการชะล้างพังทลายของดิน และเพิ่มความยั่งยืนของพื้นที่ต้นน้ำในจังหวัดน่าน
จากนั้นในช่วงบ่าย คณะผู้ติดตามได้เดินทางไปยัง อำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน เพื่อติดตามโครงการวิจัยเรื่อง “การบริหารจัดการน้ำด้วยนวัตกรรมระบบสูบน้ำพลังงานทดแทนเพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำในพื้นที่อำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน” โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.กันต์ อินทุวงศ์ จากมหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ เป็นหัวหน้าโครงการ โครงการดังกล่าวมุ่งพัฒนานวัตกรรมระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อแก้ไขปัญหาภัยแล้ง ลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำในภาคเกษตรกรรมและระบบประปาหมู่บ้าน
นอกจากนี้ โครงการยังได้พัฒนาต้นแบบนวัตกรรมระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์จำนวน 4 ระบบ และส่งเสริมการสร้าง “นวัตกรช่างชุมชน” เพื่อให้ชุมชนสามารถดูแลและพัฒนานวัตกรรมด้านการจัดการน้ำได้ด้วยตนเอง