วช. จับมือ ม.เกษตรศาสตร์ พัฒนากำลังคนด้านเทคโนโลยีสกัดขั้นสูง รองรับอุตสาหกรรมสุขภาพและความงาม
วันที่ 21–22 เมษายน 2569 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดย สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตผลทางการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร และ คณะอุตสาหกรรมเกษตร จัดการอบรมเชิงปฏิบัติการในหัวข้อ “นวัตกรรมและเทคโนโลยีการสกัดสารสำคัญจากธรรมชาติขั้นสูงสำหรับผลิตภัณฑ์สุขภาพและความงาม” โดยมี นางสาวสุภาพร โชคเฉลิมวงศ์ ผู้อำนวยการกองบริหารทุนวิจัยและนวัตกรรม 1 วช. เป็นประธานการเปิดการอบรม ทั้งนี้ รศ.ดร.สุทธิพันธุ์ แก้วสมพงษ์ คณบดีคณะอุตสาหกรรมเกษตร ดร.อุดมลักษณ์ สุขอัตตะ รองผู้อำนวยการฝ่ายบริหาร สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตผลทางการเกษตรฯ และ รศ.ดร.กิติพงษ์ รัตนาภรณ์ รองคณบดีฝ่ายวิจัยและเมืองนวัตกรรมอาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พร้อมด้วยคณะวิทยากรผู้เชี่ยวชาญที่มาร่วมให้ความรู้ ร่วมเปิดการอบรมเชิงปฏิบัติการ ณ อาคารอุตสาหกรรม 2 คณะอุตสาหกรรมเกษตร และ โรงงานต้นแบบบสกัดสารให้กลิ่นรสจากธรรมชาติ สถาบันพัฒนาผลิตผลทางการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร (KAPI) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์การอบรมครั้งนี้เป็นการดำเนินงานโดยชุดโครงการการพัฒนาผลิตภัณฑ์ Innovative house วช. สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตผลทางการเกษตรฯ และเมืองนวัตกรรม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยมีผู้เข้ารับการอบรม จำนวน 128 คน แบ่งเป็นภาคทฤษฎีและภาคการปฏิบัติ เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมของประเทศให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ โดยมุ่งเน้นการเสริมสร้างความเข้มแข็ง ด้วยการผลิตและพัฒนาบุคลากรด้านการวิจัย เสริมศักยภาพของบุคลากรทั้งภาครัฐและภาคเอกชนให้สามารถทำงานร่วมกันในการพัฒนานวัตกรรมและสามารถนําไปใช้เทคโนโลยีการสกัดในการผลิตระดับอุตสาหกรรมได้จริง ได้องค์ความรู้และทักษะเชิงลึกให้แก่นักวิจัยและผู้ประกอบการโดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (MSME) ในด้านอาหาร เครื่องสำอางและเวชสำอาง เพื่อตอบโจทย์ตรงความต้องการของประเทศมากยิ่งขึ้น
การอบรมเชิงปฏิบัติการมีเนื้อหาครอบคลุมตั้งแต่เทคโนโลยีการสกัดยุคใหม่เพื่อให้ได้สารธรรมชาติสู่สารออกฤทธิ์มูลค่าสูง กฎหมายและแนวทางการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์จากสารสกัดธรรมชาติ การเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์จากสารสกัดสมุนไพรไทยสู่ผลิตภัณฑ์ใหม่ในกลุ่มธุรกิจ new s curve ไปจนถึงเทคนิคการคัดเลือกและเตรียมวัตถุดิบเพื่อเข้าสู่กระบวนการสกัดและเทคโนโลยีการสกัดสารในระดับอุตสาหกรรมด้วยเทคโนโลยีเชิงลึก นอกจากนี้ในภาคปฏิบัติผู้เข้าร่วมยังได้เรียนรู้การใช้เครื่องมือสกัดขั้นสูงในระดับอุตสาหกรรม ได้แก่ เทคโนโลยี Pressurized Liquid Extraction (PLE) และ Ultrasonic Assisted Extraction (UAE) พร้อมศึกษาตัวอย่างจริง (Case Study) ในการต่อยอดสารสกัดจากห้องปฏิบัติการสู่การผลิตในโรงงานต้นแบบ ซึ่งในส่วนของผลการทดสอบความรู้ของผู้เข้ารับการอบรม ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ซึ่งมีการวัดผลก่อนและหลังการอบรม พบว่าผู้เข้ารับการอบรมมีความรู้เพิ่มขึ้น ร้อยละ 21.42 ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการพัฒนาศักยภาพและการเพิ่มขีดความสามารถให้กับบุคลากรได้อย่างมีคุณภาพ และเป็นรูปธรรม สำหรับความร่วมมือในครั้งนี้ถือเป็นกลไกสำคัญในการบูรณาการการทำงานระหว่างภาครัฐ ภาควิชาการ และภาคเอกชน เพื่อพัฒนากำลังคนให้ “คิดเป็น ทำเป็น และใช้ประโยชน์ได้จริง” ตลอดจนสร้างเครือข่ายความร่วมมือที่เข้มแข็ง ซึ่งจะช่วยยกระดับศักยภาพของกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (MSME) ของไทยให้สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง เพิ่มคุณภาพและประสิทธิภาพ ทำให้เกิดมูลค่าเพิ่มให้แก่วัตถุดิบทางการเกษตรของไทย สามารถสร้างความแตกต่างและความโดดเด่นของ สร้างขีดความสามารถในการแข่งขันบนเวทีโลก และขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เศรษฐกิจฐานนวัตกรรมอย่างยั่งยืน