วช. เดินหน้ายกระดับการจัดการกากอุตสาหกรรมด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล พัฒนา “แพลตฟอร์ม DWP”
วันที่ 14 พฤษภาคม 2569 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และศูนย์ความเป็นเลิศด้านการจัดการสารและของเสียอันตราย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อเผยแพร่การดำเนินงาน “โครงการยกระดับระบบการจัดการกากอุตสาหกรรมและก๊าซเรือนกระจกด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ระยะที่ 2“ โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ มอบหมายให้ นางสาวเสาวนีย์ มุ่งสุจริตการ รองผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานกล่าวกล่าวเปิดงาน พร้อมนี้ ได้รับเกียรติจาก ดร.จุลพงษ์ ทวีศรี ที่ปรึกษาปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม บรรยายพิเศษ มุมมองเชิงนโยบายต่อการใช้ข้อมูลดิจิทัลเพื่อการกำกับดูแลการจัดการกากอุตสาหกรรม และ ศาสตราจารย์ ดร.วนิดา แก่นอากาศ มหาวิทยาลัยขอนแก่น หัวหน้าโครงการ กล่าวนำเสนอภาพรวมการดำเนินงาน ณ โรงแรมสยาม แอท สยาม ดีไซน์ โฮเทล แบงค็อก กรุงเทพฯ
นางสาวเสาวนีย์ มุ่งสุจริตการ รองผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช. เล็งเห็นความสำคัญของการขับเคลื่อนขยายผลงานวิจัยและนวัตกรรมให้เกิดการใช้ประโยชน์ได้จริง สำหรับการบริหารจัดการกากอุตสาหกรรมของประเทศ โดย วช. ได้ร่วมกับกรมโรงงานอุตสาหกรรม ให้การสนับสนุนศูนย์ความเป็นเลิศด้านการจัดการสารและของเสียอันตราย ภายใต้การดำเนินงานของ ศาสตราจารย์ ดร.วนิดา แก่นอากาศ ในการพัฒนา Digital Waste Platform (DWP) สำหรับรวบรวม บูรณาการ และวิเคราะห์ข้อมูลด้านการจัดการกากอุตสาหกรรม พร้อมพัฒนาเครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพื้นที่ เพื่อสนับสนุนการติดตามและวิเคราะห์สถานการณ์ในระดับพื้นที่ ซึ่งในระยะที่ 2 ของโครงการ ได้มีการอัปเดตฐานข้อมูลให้สอดคล้องกับกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ระบบรองรับข้อกำหนดใหม่และสนับสนุนการใช้งานของหน่วยงานกำกับดูแลได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ดร.จุลพงษ์ ทวีศรี ที่ปรึกษาปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวถึง “มุมมองเชิงนโยบายต่อการใช้ข้อมูลดิจิทัลเพื่อการกำกับดูแลการจัดการกากอุตสาหกรรม“ ว่าปัจจุบันกรมโรงงานอุตสาหกรรมยังเผชิญข้อจำกัดด้านทรัพยากรในการกำกับดูแลการจัดการกากอุตสาหกรรม โดยการแก้ไขปัญหาต้องเริ่มจากการทำความเข้าใจปัญหาหลักและพัฒนาระบบบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งในปัจจุบันประเทศไทยยังเผชิญความท้าทายในการผลักดันให้โรงงานกำจัดกากอุตสาหกรรมเข้าสู่ระบบได้เต็มรูปแบบ โดยคาดหวังว่าการพัฒนา Digital Waste Platform (DWP) จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการรวบรวมและบริหารจัดการข้อมูล สนับสนุนการวางแผนแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในมิติของผู้ประกอบการ หน่วยงานกำกับดูแล และประชาชนในพื้นที่ พร้อมยกระดับประสิทธิภาพการกำกับดูแลและการจัดการกากอุตสาหกรรมของประเทศด้วยข้อมูลที่เป็นระบบ
ศาสตราจารย์ ดร.วนิดา แก่นอากาศ หัวหน้าโครงการ กล่าวว่า การพัฒนา Digital Waste Platform (DWP) มีเป้าหมายเพื่อยกระดับการจัดการกากอุตสาหกรรมของประเทศ โดยนำข้อมูลจากกรมโรงงานอุตสาหกรรมมาบูรณาการร่วมกับข้อมูลเชิงเศรษฐกิจ อาทิ ข้อมูลพื้นที่ จำนวนประชากร และ GPP ของจังหวัด เพื่อใช้ในการวิเคราะห์และสนับสนุนการตัดสินใจเชิงพื้นที่ โดยภายหลังการปรับปรุงกฎหมายในปี พ.ศ. 2566 มีการเพิ่มรหัสกากอุตสาหกรรมจาก 808 รหัส เป็น 861 รหัส ส่งผลให้แนวทางการจัดการของเสียมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น แพลตฟอร์มจึงได้รับการพัฒนาในระยะที่ 2 เพื่อรองรับข้อมูลและข้อกำหนดใหม่ โดยครอบคลุมการทำงาน 10 ฟังก์ชัน แบ่งเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ ข้อมูลทั่วไป ข้อมูลภาพรวมรายปี และข้อมูลเชิงพื้นที่ ตั้งแต่การจัดเก็บข้อมูลอ้างอิงไปจนถึงการวิเคราะห์การไหลของเสียเชิงพื้นที่ ทั้งนี้ ผลลัพธ์สำคัญของโครงการระยะที่ 2 จะสามารถช่วยลดภาระการทำงานของเจ้าหน้าที่ เพิ่มความสะดวกและความแม่นยำในการปฏิบัติงาน สนับสนุนการตัดสินใจเชิงพื้นที่ และยกระดับประสิทธิภาพการจัดการกากอุตสาหกรรมของประเทศ
ต่อมา ผู้แทนจากหน่วยงานผู้ใช้ประโยชน์ นายจิณณวัตร อนันทมาศ สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์การใช้งานระบบ Digital Waste Platform (DWP) พร้อมถ่ายทอดมุมมองการนำระบบไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานด้านการกำกับดูแลกากอุตสาหกรรมในพื้นที่ นอกจากนี้ ยังมีการแนะนำและสาธิตการใช้งานระบบ DWP โดย นายศุภลักษณ์ ชัยภูริมาศ นักวิจัยโครงการ เพื่อสร้างความเข้าใจและประโยชน์ของแพลตฟอร์มในการสนับสนุนการบริหารจัดการกากอุตสาหกรรมอย่างมีประสิทธิภาพ
ทั้งนี้ การประชุมเชิงปฏิบัติการดังกล่าวนับเป็นอีกก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนการนำงานวิจัยและนวัตกรรมให้เกิดการใช้ประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลยกระดับการบริหารจัดการกากอุตสาหกรรมของประเทศอย่างเป็นระบบ โดยการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาควิชาการ และหน่วยงานผู้ใช้ประโยชน์ จะช่วยสนับสนุนการพัฒนาระบบและฐานข้อมูลให้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการกำกับดูแลและการจัดการกากอุตสาหกรรมของประเทศต่อไป