วช. เปิดค่าย Smart Innovator Bootcamp รุ่น 2 หนุนนักนวัตกรไทยต่อยอดต้นแบบสู่ผลกระทบที่ยั่งยืน

วันที่ 17 พ.ค. 2026
122 Views
รายละเอียดตำแหน่งงาน

วช. เปิดค่าย Smart Innovator Bootcamp รุ่น 2 หนุนนักนวัตกรไทยต่อยอดต้นแบบสู่ผลกระทบที่ยั่งยืน

 

วันที่ 16 พฤษภาคม 2569 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จัดกิจกรรม “Smart Innovator Bootcamp : From Prototype to Impact” ค่ายนวัตกรอัจฉริยะ : จากต้นแบบสร้างสรรค์ สู่ผลลัพธ์ที่ยั่งยืน ประจำปี 2569 รุ่นที่ 2 โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานในพิธีเปิดและปาฐกถกถาพิเศษ เรื่อง “กลยุทธ์การขับเคลื่อนนวัตกรรมไทย : จากต้นแบบงานวิจัยสู่การสร้างผลกระทบที่ยั่งยืน” พร้อมด้วย นางสาวเสาวนีย์ มุ่งสุจริตการ รองผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวต้อนรับ ณ ห้องประชุมจอมพลสฤษ์ดิ์ ธนะรัชต์ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ

 

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช. มุ่งเน้นการผลักดันงานวิจัยและนวัตกรรมไทยให้สามารถต่อยอดจาก “ต้นแบบงานวิจัย (Prototype)” ไปสู่การใช้ประโยชน์จริงในระดับประเทศ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของประชาชน ผ่านการนำเสนอ “3 กลยุทธ์หลัก” ในการขับเคลื่อนนวัตกรรมไทย เพื่อสร้างสะพานเชื่อมจากงานวิจัยสู่ผลกระทบเชิงรูปธรรม โดยอาศัยความร่วมมือจากภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และนักวิจัยรุ่นใหม่ พร้อมเน้นบทบาทของ วช. ในการสนับสนุนทุนวิจัย การพัฒนาศักยภาพนักวิจัย และการเปิดโอกาสให้นักวิจัยไทยก้าวสู่เวทีนานาชาติ เพื่อสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่เข้มแข็งและยั่งยืนในอนาคต

 

นางสาวเสาวนีย์ มุ่งสุจริตการ รองผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า กิจกรรมในครั้งนี้จัดขึ้นอย่างเข้มข้น ทั้งการถ่ายทอดประสบการณ์ความสำเร็จจากรุ่นพี่นวัตกร การเสวนาแลกเปลี่ยนมุมมอง และการฝึกปฏิบัติผ่านเครื่องมือ Business Model Canvas เพื่อช่วยต่อยอดผลงานต้นแบบให้สามารถพัฒนาไปสู่การใช้ประโยชน์จริง สร้างผลกระทบเชิงสังคมและเศรษฐกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมเตรียมความพร้อมสู่การประกวดรอบตัดสินในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569 โดย วช. ย้ำบทบาทการเป็น “บ้านของนักวิจัยและนักประดิษฐ์ไทย” ที่พร้อมเปิดพื้นที่แห่งการเรียนรู้ การสร้างเครือข่าย และการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างนักนวัตกรรุ่นใหม่กับผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศต่อไป

 

ภายในงาน มีการเสวนาเรื่อง “Innovation that Matters: นวัตกรรมที่เปลี่ยนโลกได้จริง” โดย ศ.นพ.อภิชาติ อัศวมงคลกุล คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล คุณนฤศันส์ ธันวารชร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินโนสเปซ ประเทศไทย จำกัด (InnoSpace) น.สพ.ดร.กิตติ ทรัพย์ชูกุล ประธานศูนย์นวัตกรรมและเทคโนโลยี SME (InnoSME) สมาพันธ์ SME ไทย และดำเนินการเสวนาโดย ศ.ดร.สนอง เอกสิทธิ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อถ่ายทอดมุมมองและประสบการณ์ด้านการพัฒนานวัตกรรมที่สามารถสร้างผลกระทบต่อสังคมและเศรษฐกิจได้จริง

 

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการถ่ายทอดประสบการณ์ความสำเร็จผ่านกิจกรรม Success Story ภายใต้หัวข้อ “Beyond the Prize: เส้นทางเติบโตจากจุดเริ่มต้นที่ วช. สู่ความสำเร็จที่จับต้องได้” โดยมีการนำเสนอผลงานนวัตกรรมจากนักวิจัยไทยที่สามารถต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์จริง ได้แก่ ผลงาน “ชุดตรวจสุขภาพอัจฉริยะแบบพกพา” โดย ผศ.ดร.ดิเรก เสือสีนาค มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ผลงาน “อุปกรณ์ฝึกการทำงานของแขนแบบฝึกแขนสองข้างผ่านกลไกสะท้อนแบบสมมาตร” โดย ผศ.ดร.บรรยงค์ รุ่งเรืองด้วยบุญ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผลงาน “ไบโอโพรเท็กซ์พลัส สารอินทรีย์กำจัดแมลงเพื่อผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง” โดย ดร.ดวงทิพย์ กันฐา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน และผลงาน “Duri to Commerce : การยกระดับนวัตกรรมสิ่งทอหมุนเวียนจากเศษเหลือทิ้งเปลือกทุเรียนสู่สิ่งทอสมรรถนะสูงในตลาดอุตสาหกรรมแฟชั่นยั่งยืน” โดย ดร.อุษา ประชากุล มหาวิทยาลัยนครพนม ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของงานวิจัยไทยในการสร้างมูลค่าเพิ่ม ต่อยอดเชิงพาณิชย์ และตอบโจทย์การพัฒนาประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

 

ช่วงบ่ายเป็นกิจกรรมฝึกปฏิบัติ “ถอดรหัสคุณค่า สู่จุดที่ใช่ : Finding Real Value for Right Target User Through The Business Model Canvas” โดยทีมพัฒนานวัตกรรมและความเป็นผู้ประกอบการ (EIC) อุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (STeP) ร่วมกับคณะทำงาน Innovation to Business Plus (I-2B+) เพื่อเสริมทักษะการวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมาย การออกแบบคุณค่าเชิงนวัตกรรม และการพัฒนาโมเดลธุรกิจสำหรับการต่อยอดผลงานสู่การใช้ประโยชน์จริง

 

ทั้งนี้ กิจกรรมดังกล่าวสะท้อนบทบาทของ วช. ในการสร้างนักนวัตกรรุ่นใหม่ที่สามารถนำองค์ความรู้และผลงานวิจัยไปต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์ได้จริง พร้อมขับเคลื่อนประเทศไทยด้วยนวัตกรรมอย่างยั่งยืนในอนาคต