วช. – สมาคมเพื่อการเรียนรู้ป่าชุมชน จ.ลำปาง จัดงาน “วันป่าชุมชนแห่งชาติ ประจำปี 2569” ยกระดับการจัดการไฟป่าด้วยองค์ความรู้และนวัตกรรม ณ โรงเรียนบุญวาทย์วิทยาลัย จังหวัดลำปาง
วันที่ 25 พฤษภาคม 2569 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ร่วมกับสมาคมเพื่อการเรียนรู้ป่าชุมชน จังหวัดลำปาง จัดงาน “วันป่าชุมชนแห่งชาติ ประจำปี 2569 และเวทีคืนข้อมูลงานวิจัย การพัฒนาและเน้นศักยภาพอาสาสมัครป้องกันไฟป่า ด้วยการใช้ความรู้และนวัตกรรมเพื่อการจัดการไฟป่าโดยชุมชนอย่างยั่งยืน จากพื้นที่นำร่องสู่พื้นที่ขยายผลในจังหวัดลำปาง” ภายใต้โครงการ “การพัฒนาและเน้นศักยภาพอาสาสมัครป้องกันไฟป่า ด้วยการใช้ความรู้และนวัตกรรมเพื่อการจัดการไฟป่าโดยชุมชนอย่างยั่งยืน จากพื้นที่นำร่องสู่พื้นที่ขยายผลในจังหวัดลำปาง” โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ มอบหมายให้ นางสาวภาวณี คำชาลี ผู้อำนวยการกองส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรม เป็นประธานกล่าวเปิดงาน พร้อมนี้ นางสาวตวงรัตน์ โลห์สุนทร นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดลำปาง กล่าวต้อนรับ และนายชาญ อุทธิยะ หัวหน้าโครงการ กล่าวรายงาน โดยมี ผู้บริหารหน่วยงานด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผู้ทรงคุณวุฒิ และเครือข่ายป่าชุมชนจากทั่วจังหวัด เข้าร่วม ณ อาคารบุญชูตรีทอง โรงเรียนบุญวาทย์วิทยาลัย อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง
นางสาวภาวณี คำชาลี ผู้อำนวยการกองส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่า วช. ในฐานะหน่วยบริหารจัดการทุนวิจัยและนวัตกรรม หรือ PMU ได้รับมอบหมายในการขับเคลื่อนและบริหารจัดการเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์ ววน. ประเด็น “ประเทศไทยปลอดภัยจาก PM2.5” (เป้าหมาย 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน) มุ่งเน้นการนำองค์ความรู้จากงานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม มาบูรณาการร่วมกับกลไกการทำงานของหน่วยงานในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นเครือข่ายป่าชุมชน อาสาสมัครป้องกันไฟป่า ตลอดจนชุมชนท้องถิ่น เพื่อให้การจัดการปัญหาไฟป่าและมลพิษทางอากาศมีความเป็นระบบและยั่งยืน และพร้อมผลักดันให้เกิดการใช้ประโยชน์จากงานวิจัยอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในด้านการป้องกันไฟป่า การฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ และการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่
นางสาวตวงรัตน์ โลห์สุนทร นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดลำปาง กล่าวว่า จังหวัดลำปางมีเครือข่ายป่าชุมชนที่เข้มแข็งถึง 408 แห่ง ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติของพื้นที่ แม้ปัญหาไฟป่าและหมอกควันจะยังคงเป็นความท้าทายสำคัญ แต่ทุกภาคส่วนได้ร่วมกันขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งด้านองค์ความรู้ เทคโนโลยี และการสนับสนุนอุปกรณ์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของอาสาสมัครป้องกันไฟป่าในพื้นที่
นายชาญ อุทธิยะ หัวหน้าโครงการวิจัย กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์การดำเนินงานในช่วงฤดูไฟป่า รับฟังข้อเสนอแนะจากหน่วยงานและผู้ทรงคุณวุฒิ ตลอดจนร่วมกันวางแผนขับเคลื่อนการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้อย่างยั่งยืน ผ่านกระบวนการวิจัยเพื่อท้องถิ่น (CBR) และการพัฒนาอาสาสมัครป้องกันไฟป่าในพื้นที่ โดยจากผลการดำเนินงานที่ผ่านมาพบว่า มีหมู่บ้านป่าชุมชนจำนวน 121 หมู่บ้าน สามารถรักษาพื้นที่ได้ 100 เปอร์เซ็นต์โดยไม่เกิดจุดความร้อน และอีก 122 หมู่บ้านสามารถลดจุดความร้อนได้มากกว่าร้อยละ 20 จากเครือข่ายป่าชุมชนทั้งหมด 408 แห่ง สะท้อนถึงพลังความร่วมมือของชุมชนในการปกป้องผืนป่าและทรัพยากรธรรมชาติอย่างเข้มแข็ง
นอกจากนี้ ภายในงานได้มีพิธีปฏิญาณตนพันธสัญญาร่วมกันรักษาผืนป่า การมอบประกาศเกียรติคุณแก่หมู่บ้านป่าชุมชนที่สามารถลดและป้องกันจุดความร้อนได้ตามเกณฑ์ การมอบทุนสนับสนุนเครือข่ายป่าชุมชนทั้ง 13 อำเภอ ตลอดจนการจัดแสดงนิทรรศการผลผลิตจากป่าชุมชน และเวทีคืนข้อมูลงานวิจัยเพื่อร่วมกันวางแผนการจัดการไฟป่าในปี 2570 เพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างชุมชน หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และภาคประชาสังคม ในการร่วมกันอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและแก้ไขปัญหาไฟป่าอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีและสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนให้กับประชาชนต่อไป