วช. จับมือ สอศ. เดินหน้าบ่มเพาะ “TVET Smart Idea2Innovation 2569” ภาคกลางและภาคตะวันออก ยกระดับสิ่งประดิษฐ์สายอาชีวศึกษาสู่นวัตกรรมพร้อมใช้ หนุนเยาวชนไทยสู่กำลังสำคัญของประเทศด้วยวิจัยและนวัตกรรม
วันที่ 29 พฤษภาคม 2569 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) จัดกิจกรรม “TVET Smart Idea2Innovation : สิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมอาชีวศึกษาสู่นวัตกรรมพร้อมใช้” ประจำปี 2569 ภาคกลางและภาคตะวันออก โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานเปิดกิจกรรม พร้อมด้วย นายภูวดล มิ่งขวัญ ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาการอาชีวศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา บรรยายพิเศษเรื่อง “ยกระดับอาชีวศึกษาสร้างชาติ พลิกโฉมสิ่งประดิษฐ์สู่นวัตกรรม ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต” โดยมีคณะผู้บริหารจาก วช. สอศ. คณาจารย์ ผู้ทรงคุณวุฒิ และนักเรียน นักศึกษาอาชีวศึกษาจากพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออกเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง ณ โรงแรมมารวยการ์เด้น กรุงเทพมหานคร
ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า กิจกรรมครั้งนี้ วช. ได้รับความร่วมมือจาก สอศ. ในการร่วมพัฒนาศักยภาพเยาวชนสายอาชีวศึกษา ผ่านกระบวนการบ่มเพาะด้านการวิจัย สิ่งประดิษฐ์ และนวัตกรรม โดยมุ่งนำองค์ความรู้ ผู้เชี่ยวชาญ และทรัพยากรที่เกี่ยวข้อง มาสนับสนุนการต่อยอดแนวคิดสร้างสรรค์ให้พัฒนาไปสู่นวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง ทั้งในระดับชุมชน สังคม และภาคอุตสาหกรรม โดยทีมนักประดิษฐ์สายอาชีวศึกษาทุกทีมที่เข้าร่วมล้วนผ่านกระบวนการคัดเลือกอย่างเข้มข้น ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพ ความคิดสร้างสรรค์ และคุณภาพของผลงานนวัตกรรมสายอาชีวศึกษาที่มีความโดดเด่นและหลากหลาย โดยกิจกรรมบ่มเพาะครั้งนี้ เยาวชนจะได้รับการพัฒนาและเสริมสร้างทักษะสำคัญ ทั้งด้านกระบวนการคิดเชิงออกแบบ เทคนิคการพัฒนาต้นแบบ การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา และเทคนิคการเล่าเรื่อง โดย วช. มุ่งหวังให้กิจกรรมดังกล่าวเป็นเวทีสำคัญในการสร้างแรงบันดาลใจ จุดประกายความคิดสร้างสรรค์ และพัฒนา “นักประดิษฐ์สายอาชีวศึกษายุคใหม่” ให้มีศักยภาพพร้อมเติบโตเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศด้วยงานวิจัยและนวัตกรรมอย่างยั่งยืนต่อไป
นายภูวดล มิ่งขวัญ ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาการอาชีวศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กล่าวว่าการจัดอบรมในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพลิกโฉมและยกระดับศักยภาพของภาคอาชีวศึกษาไทย มุ่งส่งเสริมให้นักศึกษาอาชีวะมีความรู้ความสามารถในการเป็นผู้พัฒนานวัตกรรมและระบบอัจฉริยะที่ตอบโจทย์ภาคธุรกิจแทนการเป็นเพียงผู้ใช้เทคโนโลยี เพื่อเติบโตไปเป็นกำลังสำคัญในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยเน้นการปรับทิศทางใหม่ในปี 2569 สู่ "8 ประเภทนวัตกรรม" ที่นำปัญญาประดิษฐ์ (AI) และระบบอัตโนมัติมาประยุกต์ใช้ในการลดต้นทุน เพิ่มรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างเป็นรูปธรรม เช่น ระบบเตือนภัยน้ำท่วมด้วย AI หรือสิ่งประดิษฐ์เพื่อผู้พิการ ซึ่งใช้งานได้จริงในชุมชนและภาคการเกษตร ทั้งนี้ ทุกภาคส่วนพร้อมร่วมมือขับเคลื่อนศูนย์นวัตกรรมอาชีวศึกษาควบคู่กับการกระจายทุนสนับสนุนจากกองทุนส่งเสริมนวัตกรรม
กิจกรรมภายในงานมีการแบ่งกลุ่มฝึกปฏิบัติตาม 5 กลุ่มเรื่อง ดังนี้ ด้านเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตร, ด้านสาธารณสุข สุขภาพ อาหารและผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ, ด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ อุปกรณ์อัจฉริยะ, ด้านพลังงาน สิ่งแวดล้อม และ BCG Economy Model และด้านคุณภาพชีวิตและ Soft Power โดยแบ่งเป็นช่วงที่ 1 “Workshop STEAM & Stories: เติมทักษะนักประดิษฐ์ คิด สร้าง สื่อสาร” โดย ทีมพัฒนานวัตกรรมและความเป็นผู้ประกอบการ (Entrepreneurship & Innovation Center: EIC) อุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (STeP) และคณะทำงานฯ วช. และช่วงที่ 2 “จุดประกายไอเดียและสร้างโจทย์นวัตกรรม” ที่ให้ผู้เข้าร่วมได้พัฒนาไอเดียจากปัญหาจริง (Problem-Based Innovation)
พร้อมด้วย กิจกรรม Let’s Talk: เปิดมุมมอง “ปรับวิธีคิด พลิกโลกนวัตกรรม (Mindset & Vision)” โดย นายจิรบูลย์ วิทยสิงห์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และกิจกรรมชวนคุย ชวนคิด “ปั้นไอเดียสู่ความจริง: เทคนิคการเขียนข้อเสนอโครงการสิ่งประดิษฐ์ระดับมืออาชีพ” โดย ดร.ธวัชไชย ลิ้มสุวรรณ ผู้ทรงคุณวุฒิ วช.
ทั้งนี้ กิจกรรม “TVET Smart Idea2Innovation : สิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมอาชีวศึกษาสู่นวัตกรรมพร้อมใช้” ถือเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพเยาวชนสายอาชีวศึกษาให้ก้าวสู่การเป็นนักประดิษฐ์และนวัตกรรุ่นใหม่ ที่สามารถนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มาประยุกต์ใช้ในการสร้างสรรค์ผลงานที่ตอบโจทย์ความต้องการของชุมชน สังคม และภาคอุตสาหกรรมได้อย่างเป็นรูปธรรม ตลอดจนช่วยยกระดับสิ่งประดิษฐ์สายอาชีวศึกษาไปสู่ “นวัตกรรมพร้อมใช้” ที่สามารถต่อยอดเชิงพาณิชย์และสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศได้อย่างยั่งยืนในอนาคต