วช. จัด Side Event “Building a Healthy Longevity Society through AI and Innovation” เชื่อมวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม ภายในงาน STS Forum 2026 ณ เมืองเกียวโต ประเทศญี

วันที่ 3 ต.ค. 2026
30 Views
รายละเอียดตำแหน่งงาน

วช. จัด Side Event “Building a Healthy Longevity Society through AI and Innovation” เชื่อมวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม ภายในงาน STS Forum 2026 ณ เมืองเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น

 

เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2569 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ(วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จัดกิจกรรม Side Event ภายในงาน STS forum 2026 – The 23rd Annual Meeting เรื่อง “Building a Healthy Longevity Society through AI and Innovation” เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และมุมมองระหว่างนักวิจัยรุ่นใหม่ของไทย นักวิจัย และผู้เชี่ยวชาญจากนานาชาติ ในประเด็นการประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเพื่อรองรับสังคมสูงวัยอย่างมีสุขภาพดี ณ ห้องประชุม C2 ศูนย์การประชุมนานาชาติเกียวโต (ICC Kyoto) เมืองเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น โดยได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ ดร. ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ศาสตราจารย์ ดร. ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวต้อนรับ (pre-recorded) และ Prof. Hiroshi Komiyama, Chairman, STS Forum กล่าวแสดงความยินดี และ ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวเปิดกิจกรรม 

 

ศาสตราจารย์ ดร. ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่า การสร้างสังคมสูงวัยไม่ควรมุ่งเพียงการเพิ่มอายุขัย (Lifespan) แต่ต้องขยายช่วงเวลาของการมีสุขภาพดี (Healthspan) เพื่อให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีและดำรงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี โดย AI และนวัตกรรมทางการแพทย์มีบทบาทในการเปลี่ยนระบบสุขภาพจากการดูแลเชิงรับ (Reactive) สู่การป้องกัน (Preventive) การพยากรณ์ (Predictive) การดูแลเฉพาะบุคคล (Personalized) และการเข้าถึงบริการสุขภาพ (Accessible) พร้อมย้ำว่าการพัฒนาเทคโนโลยีต้องยึดมนุษย์เป็นศูนย์กลาง มีความรับผิดชอบ และคำนึงถึงการลดความเหลื่อมล้ำ

 

ศาสตราจารย์ ดร. ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่า ความท้าทายสำคัญไม่ใช่เพียงการพัฒนาเทคโนโลยี แต่คือการนำไปสู่ Practical Solutions ที่ตอบโจทย์สังคมได้จริง การสร้างสังคมสูงวัยอย่างมีสุขภาพดีจึงต้องอาศัยการบูรณาการองค์ความรู้และความร่วมมือแบบสหวิทยาการ เชื่อมโยงภาครัฐ มหาวิทยาลัย ภาคอุตสาหกรรม โรงพยาบาล และชุมชน โดย AI สามารถสนับสนุนการตรวจวินิจฉัยและป้องกันโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้น การดูแลสุขภาพเฉพาะบุคคล และการส่งเสริมให้ผู้สูงอายุสามารถดำรงชีวิตและพึ่งพาตนเองได้อย่างมีคุณภาพ

 

ด้าน Prof. Hiroshi Komiyama ประธาน STS forum กล่าวขอบคุณ วช. สำหรับความมุ่งมั่นในการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมในประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน พร้อมชี้ว่า Longevity เป็นหนึ่งในความท้าทายสำคัญของโลก ขณะที่ AI เทคโนโลยีชีวภาพ (Biotechnology) และการแพทย์แม่นยำ (Precision Medicine) กำลังสร้างโอกาสใหม่ในการส่งเสริมการมีอายุยืนควบคู่กับสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดี อย่างไรก็ตาม การสร้างสังคม Healthy Longevity ต้องคำนึงถึง Human Dimension ควบคู่กับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี พร้อมเน้นบทบาทของนักวิจัยรุ่นใหม่และนวัตกรในการเชื่อมโยงองค์ความรู้และสร้างความร่วมมือใหม่ ๆ เพื่อประโยชน์ต่อสุขภาวะของมนุษย์

 

ในโอกาสนี้ ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า Healthy Longevity เป็นประเด็นที่ต้องอาศัยองค์ความรู้จากหลากหลายสาขา ทั้ง AI เทคโนโลยีชีวภาพ วัสดุศาสตร์ วิทยาศาสตร์สุขภาพ อาหาร รวมถึงมิติด้านสังคมและนโยบาย การบูรณาการองค์ความรู้จึงมีความสำคัญต่อการรับมือกับสังคมสูงวัยอย่างเป็นระบบ โดย วช. มุ่งสนับสนุนนักวิจัยรุ่นใหม่ให้มีโอกาสแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับเครือข่ายนานาชาติ พัฒนาศักยภาพ สร้างความร่วมมือ และผลักดันงานวิจัยไปสู่การใช้ประโยชน์ต่อสังคม

 

จากนั้น กล่าวแนะนำกำหนดการและวัตถุประสงค์ของกิจกรรม โดย ดร. ศิรินทร์พร เดียวตระกูล รองผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ และมี ผศ.ดร. อดิศักดิ์ สีเสน่ห์

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และผศ.ดร.ภวิตา บุญรัตน์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตภูเก็ต เป็นพิธีกรร่วม

 

สำหรับการเสวนาแบ่งเป็น 2 ช่วง ได้แก่ Session 1: “How AI and Innovation Build Healthy Longevity”แลกเปลี่ยนบทบาทของ AI และนวัตกรรมในการส่งเสริมสุขภาพและการมีอายุยืนยาว และ Session 2: “Practical Implementation: Intersection of Longevity Science, Technology, and Society” มุ่งหารือการนำองค์ความรู้และงานวิจัยไปประยุกต์ใช้จริง โดยมีประเด็นสำคัญ ได้แก่ การพัฒนาเทคโนโลยีโดยมีมนุษย์เป็นศูนย์กลาง การเปลี่ยนผ่านสู่การดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน และการสร้างระบบนิเวศความร่วมมือด้านการวิจัยและนวัตกรรม โดยมีนักวิจัยภายใต้ STS forum Young Leaders Program (YL) ที่ได้รับการสนับสนุนจาก วช. ร่วมอภิปราย ได้แก่  

 

ช่วงที่ 1 “How AI and Innovation Build Healthy Longevity”

- ดร.ฐาปกรณ์ เจริญโตมีชัย คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล  

- ดร.อรภา แถมวัฒนะ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น  

- ดร.ธนานพ ทองถาวร คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง  

- ดร.วัชรพล ปริตรมงคล สำนักวิชาวิทยาการโมเลกุล สถาบันวิทยสิริเมธี  

ดำเนินรายการโดย  

- ผศ.ดร.นพ.เจตน์ รัตนจีนะ (YL 2565) คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  

- ผศ.ดร.กัตติกา กะอาจ (YL 2566) สำนักวิชาวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี  

และสรุปประเด็นโดย ผศ.ดร.นุจริน จงรุจา (YL 2565) คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

 

ช่วงที่ 2 “Practical Implementation: Intersection of Longevity Science, Technology and Society” 

- ผศ.ดร.วรวิช นาคแป้น สาขาวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช  

- ผศ.ดร.ดิษพล โกตถา คณะทรัพยากรชีวภาพและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี  

- ดร.อรุณรัตน์ ไทรงาม คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ในพระบรมราชูปถัมภ์  

- ดร.นวพร ศรีทอง สถาบันฟีโนมแห่งชาติ มหาวิทยาลัยขอนแก่น  

ดำเนินรายการโดย  

- รศ.ดร.เกียรติศักดิ์ แสนบุญเรือง (YL 2562) คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  

- ผศ.ดร.ฐิตาภรณ์ กนกรัตน (YL 2566) คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี  

และสรุปประเด็นโดย ดร.อรลักษณ์ พิชิตกุล (YL 2567) สำนักวิชาวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี

 

ทั้งนี้ รศ.ดร.อนรรฆ ขันธะชวนะ ผู้ทรงคุณวุฒิ วช. จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ทำหน้าที่สรุปผลการประชุม โดยสะท้อนประเด็นสำคัญจากการแลกเปลี่ยนมุมมองของผู้เข้าร่วมตลอดกิจกรรม

 

การจัดกิจกรรมครั้งนี้ เป็นบทบาทของ วช. ในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ไทยกับเครือข่ายวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมระดับโลก พร้อมส่งเสริมศักยภาพ STS forum Young Leaders ของไทยให้ก้าวขึ้นเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเด็นท้าทายของโลก จากการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ สู่การสร้างเครือข่าย และต่อยอดเป็นความร่วมมือด้านการวิจัยและนวัตกรรมที่สร้างประโยชน์ต่อสังคม