วช. หารือกองทุนวิจัยแห่งชาติลักเซมเบิร์ก เปิดแนวทางความร่วมมือวิจัย–แลกเปลี่ยนนักวิจัยไทย–ลักเซมเบิร์ก ต่อยอดสู่ทุนวิจัยร่วมในอนาคต

วันที่ 5 ต.ค. 2026
26 Views
รายละเอียดตำแหน่งงาน

วช. หารือกองทุนวิจัยแห่งชาติลักเซมเบิร์ก เปิดแนวทางความร่วมมือวิจัย–แลกเปลี่ยนนักวิจัยไทย–ลักเซมเบิร์ก ต่อยอดสู่ทุนวิจัยร่วมในอนาคต

 

วันที่ 5 ตุลาคม 2569 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ(วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดย ดร.ศิรินทร์พร เดียวตระกูล รองผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ พร้อมด้วย รศ.ดร.อนรรฆ ขันธะชวนะ ผู้ทรงคุณวุฒิ วช. น.ส.ขวัญศิริ ชนยุทธ ผู้อำนวยการกลุ่มวิเทศสัมพันธ์ และเจ้าหน้าที่ วช. ให้การต้อนรับ Dr. Isabelle Mossong, Secretary General และ Ms. Marie-Claude Marx, Programme Manager จาก Luxembourg National Research Fund (FNR) เพื่อหารือและแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับระบบการสนับสนุนทุนวิจัย ตลอดจนแนวทางพัฒนาความร่วมมือด้านการวิจัยระหว่างประเทศไทยและลักเซมเบิร์ก โดยมุ่งเชื่อมโยงนักวิจัยและสถาบันวิจัยของทั้งสองประเทศ สู่ความร่วมมือ

 

ในโอกาสนี้ ดร.ศิรินทร์พร เดียวตระกูล ได้นำเสนอภาพรวมบทบาทของ วช. ในฐานะหน่วยงานให้ทุนวิจัยของประเทศไทย รวมถึงกลไกการสนับสนุนและเชื่อมโยงเครือข่ายนักวิจัยทั้งในและต่างประเทศ ขณะที่ รศ.ดร.อนรรฆ ขันธะชวนะ และ น.ส.ขวัญศิริ ชนยุทธ ได้แลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับศักยภาพการวิจัยของประเทศไทย โดยเฉพาะสาขาชีวการแพทย์และการแพทย์ วัสดุชีวภาพและวัสดุสำหรับการปลูกถ่าย สารกึ่งตัวนำ (Semiconductor) และการเกษตร ซึ่งเป็นสาขาที่มีศักยภาพในการพัฒนาความร่วมมือกับลักเซมเบิร์ก

 

วช. ยังแสดงความพร้อมในการทำหน้าที่เชื่อมโยงนักวิจัยและสถาบันวิจัยของไทยกับเครือข่ายของลักเซมเบิร์ก ทั้งในด้านการประชาสัมพันธ์โอกาสความร่วมมือ การค้นหานักวิจัยที่มีความเชี่ยวชาญสอดคล้องกัน ตลอดจนการพิจารณากลไกสนับสนุนที่เหมาะสมสำหรับกิจกรรมแลกเปลี่ยนนักวิจัย เพื่อให้เกิดการสร้างเครือข่ายและพัฒนาความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม

 

ด้าน Dr. Isabelle Mossong, Secretary General ของ FNR ได้นำเสนอภาพรวมระบบการสนับสนุนการวิจัยของลักเซมเบิร์ก โดย FNR ได้รับงบประมาณสนับสนุนส่วนใหญ่จากกระทรวงการอุดมศึกษาและการวิจัยของลักเซมเบิร์ก และให้ความสำคัญกับการวิจัยในหลายสาขา อาทิ Materials Science, Sustainability, 21st Century Education และ Life Sciences/Biomedical Sciences โดยมีสถาบันวิจัยสำคัญ ได้แก่ University of Luxembourg, Luxembourg Institute of Health (LIH), Luxembourg Institute of Science and Technology (LIST) และ Luxembourg Institute of Socio-Economic Research (LISER)

 

นอกจากนี้ FNR ได้นำเสนอ INTER Mobility Programme ซึ่งเป็นกลไกสนับสนุนการเคลื่อนย้ายนักวิจัยระหว่างลักเซมเบิร์กกับต่างประเทศ เปิดโอกาสให้นักวิจัยเดินทางไปปฏิบัติงานวิจัยในต่างประเทศ หรือให้นักวิจัยจากต่างประเทศเข้ามาทำวิจัยในลักเซมเบิร์ก โดยกลไกดังกล่าวได้รับความสนใจในฐานะแนวทางหนึ่งที่อาจนำมาประยุกต์ใช้เพื่อเริ่มต้นการแลกเปลี่ยนนักวิจัยระหว่างไทยและลักเซมเบิร์ก

 

การหารือครั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องถึงความสำคัญของการสำรวจความสนใจและศักยภาพของนักวิจัยและสถาบันวิจัยของทั้งสองประเทศ เพื่อค้นหาสาขาที่มีความเชี่ยวชาญและความสนใจร่วมกัน โดยอาจเริ่มต้นจาก การแลกเปลี่ยนนักวิจัยระยะสั้น (Short-term Mobility/Research Stay) เพื่อเปิดโอกาสให้นักวิจัยได้สร้างเครือข่าย แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และเรียนรู้ศักยภาพของสถาบันวิจัยระหว่างกัน ก่อนพัฒนาไปสู่ความร่วมมือในระดับที่เข้มแข็งยิ่งขึ้น อาทิ การจัดทำบันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding: MoU) และการพิจารณาพัฒนากลไกทุนวิจัยร่วม (Joint Calls) ในสาขาที่ทั้งสองฝ่ายให้ความสนใจ

 

การหารือระหว่าง วช. และ FNR นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการขยายเครือข่ายความร่วมมือด้านการวิจัยของไทยกับประเทศในยุโรป โดย วช. พร้อมทำหน้าที่เป็นกลไกเชื่อมโยงนักวิจัย สถาบันวิจัย และแหล่งทุนของทั้งสองประเทศ เพื่อสร้างโอกาสในการพัฒนากำลังคน แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และต่อยอดสู่โครงการวิจัยร่วมที่สามารถสร้างประโยชน์ของทั้งสองประเทศ