“ยศชนัน” รองนายกรัฐมนตรีและรมว.อว. นำคณะ ร่วมหารือ Kyoto University ยกระดับความร่วมมือวิจัยไทย–ญี่ปุ่น มุ่งสู่ “Two-way Research Collaboration” ร่วมสร้างองค์ความรู้–เทคโนโลยี รับมือความท้าทายแห่งอนาคต

วันที่ 7 ต.ค. 2026
18 Views
รายละเอียดตำแหน่งงาน

“ยศชนัน” รองนายกรัฐมนตรีและรมว.อว. นำคณะ ร่วมหารือ Kyoto University ยกระดับความร่วมมือวิจัยไทย–ญี่ปุ่น มุ่งสู่ “Two-way Research Collaboration” ร่วมสร้างองค์ความรู้–เทคโนโลยี รับมือความท้าทายแห่งอนาคต

 

วันที่ 5 ตุลาคม 2569 กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม นำโดย ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พร้อมด้วย ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ นายระพีพงศ์ บรรจงศิลป กงสุลใหญ่ ณ นครโอซากา และคณะผู้บริหารกระทรวง อว. ร่วมหารือกับ Professor Yasuto Tachikawa อธิการบดี Kyoto University และคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัย เพื่อยกระดับความร่วมมือด้านการวิจัยและนวัตกรรมระหว่างไทย–ญี่ปุ่น และวางแนวทางการพัฒนาความร่วมมือระยะยาวที่สร้างประโยชน์ร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม

 

ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ กล่าวว่า การที่ วช. ซึ่งเป็นหน่วยงานสำคัญด้านการบริหารจัดการทุนวิจัยของประเทศไทย ริเริ่มและขยายความร่วมมือกับ Kyoto University ในครั้งนี้ ถือเป็นการ “เปิดประตูบานใหม่” ให้แก่นักวิจัยและบุคลากรทางวิชาการของไทยในการเข้าถึงองค์ความรู้ เทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐานด้านการวิจัย และเครือข่ายนักวิจัยระดับนานาชาติ โดยเฉพาะในสาขาที่มีความสำคัญต่ออนาคต อาทิ การบริหารจัดการและลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ (Disaster Risk Management) เทคโนโลยีพลาสมา (Plasma Technology) ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และหุ่นยนต์ (Robotics) รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและห้องปฏิบัติการวิจัยของประเทศไทยให้มีศักยภาพและมาตรฐานสูงยิ่งขึ้น

 

รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ยังเน้นย้ำว่า ทิศทางความร่วมมือในระยะต่อไปควรมุ่งสู่ “Two-way Research Collaboration” ซึ่งเป็นความร่วมมือที่ทั้งสองฝ่ายมีส่วนร่วมและได้รับประโยชน์ร่วมกันอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงการถ่ายทอดองค์ความรู้หรือเทคโนโลยีจากฝ่ายหนึ่งไปสู่อีกฝ่ายหนึ่ง แต่ควรเปิดโอกาสให้นักวิจัยไทยและญี่ปุ่นร่วมกันกำหนดโจทย์วิจัยจากความท้าทายที่ทั้งสองประเทศและประชาคมโลกกำลังเผชิญ ร่วมพัฒนาองค์ความรู้และเทคโนโลยี ตลอดจนส่งเสริมการแลกเปลี่ยนนักวิจัย บุคลากร และนักวิจัยรุ่นใหม่ รวมถึงการใช้โครงสร้างพื้นฐานด้านการวิจัยร่วมกัน เพื่อให้เกิดผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง และขยายผลจากระดับประเทศสู่ระดับภูมิภาคและนานาชาติ

 

ด้าน ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช. ให้ความสำคัญกับการสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านการวิจัยและนวัตกรรมกับสถาบันชั้นนำระดับโลก โดยเฉพาะการสร้างโอกาสให้นักวิจัยไทยและนักวิจัยรุ่นใหม่ได้เรียนรู้และทำงานร่วมกับนักวิจัยระดับนานาชาติ ผ่านการวิจัยร่วม การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ ตลอดจนการใช้โครงสร้างพื้นฐานและห้องปฏิบัติการวิจัยร่วมกัน ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถของนักวิจัยไทยและสร้างเครือข่ายความร่วมมือที่เข้มแข็งในระยะยาว

 

“วช. พร้อมทำหน้าที่เป็นกลไกเชื่อมโยงนักวิจัยและสถาบันวิจัยของไทยกับ Kyoto University เพื่อพัฒนาโจทย์วิจัยร่วมที่ตอบสนองต่อความต้องการของทั้งสองประเทศ รวมถึงสนับสนุนการพัฒนากำลังคนวิจัยรุ่นใหม่ และการนำองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่เกิดจากความร่วมมือกลับมาต่อยอดให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ สังคม และการพัฒนาประเทศอย่างเป็นรูปธรรม” ดร.วิภารัตน์ กล่าว

 

ขณะที่ Professor Yasuto Tachikawa อธิการบดี Kyoto University แสดงความยินดีต่อการเริ่มต้นและขยายความร่วมมือในครั้งนี้ พร้อมระบุว่า การหารือดังกล่าวจะเป็นพื้นฐานสำคัญในการต่อยอดความสัมพันธ์ระหว่าง Kyoto University กับ วช. ตลอดจนเครือข่ายมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยของประเทศไทย และเปิดโอกาสให้เกิดความร่วมมือด้านวิชาการ การวิจัย การแลกเปลี่ยนนักวิจัยและบุคลากร รวมถึงการพัฒนากำลังคนในสาขาต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะมีส่วนช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ระบบนิเวศด้านการวิจัยและนวัตกรรมของทั้งประเทศไทยและญี่ปุ่นอย่างยั่งยืน

 

การหารือครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญของความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมระหว่างไทย–ญี่ปุ่น ที่มุ่งเปลี่ยนจากการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ไปสู่ “การร่วมคิด ร่วมวิจัย และร่วมสร้างนวัตกรรม” โดยใช้ศักยภาพและจุดแข็งของทั้งสองประเทศมาสนับสนุนซึ่งกันและกัน เพื่อพัฒนากำลังคน สร้างองค์ความรู้และเทคโนโลยีใหม่ และร่วมกันแสวงหาแนวทางแก้ไขความท้าทายแห่งอนาคต อันจะนำไปสู่ความร่วมมือที่มีผลลัพธ์และผลกระทบในระยะยาวต่อทั้งสองประเทศ