“ยศชนัน” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี อว. เป็นประธาน ในการลงนามความร่วมมือ วช. และ Kyoto University เปิดมิติใหม่ความร่วมมือไทย–ญี่ปุ่น พัฒนากำลังคน–วิจัยเทคโนโลยีอนาคต สร้างระบบนิเวศวิจัยร่วมกัน

วันที่ 7 ต.ค. 2026
25 Views
รายละเอียดตำแหน่งงาน

“ยศชนัน” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี อว. เป็นประธาน ในการลงนามความร่วมมือ วช. และ Kyoto University เปิดมิติใหม่ความร่วมมือไทย–ญี่ปุ่น พัฒนากำลังคน–วิจัยเทคโนโลยีอนาคต สร้างระบบนิเวศวิจัยร่วมกัน

 

วันที่ 5 ตุลาคม 2569 ณ Kyoto University Memorial Hall of Centennial Clock Tower มหาวิทยาลัยเกียวโต วิทยาเขต Yoshida ประเทศญี่ปุ่น ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกระทรวง อว. ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามหนังสือแสดงเจตจำนง (Letter of Intent: LoI) ระหว่าง สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ และ Kyoto University โดย Professor Tetsuo Sawaragi รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกียวโต เพื่อวางกรอบและยกระดับความร่วมมือด้านการวิจัย การพัฒนากำลังคน และการสร้างระบบนิเวศการวิจัยและนวัตกรรมระหว่างประเทศไทยและญี่ปุ่นให้มีความเข้มแข็งและเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น

 

การลงนามครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญของความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมระหว่างไทยและญี่ปุ่น โดยมุ่งนำศักยภาพของทั้งสองฝ่ายมาเสริมซึ่งกันและกัน ทั้งด้านองค์ความรู้ บุคลากร เทคโนโลยี และโครงสร้างพื้นฐานการวิจัย พร้อมเปิดโอกาสให้นักวิจัยและบุคลากรรุ่นใหม่ของไทยได้เรียนรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และทำงานร่วมกับนักวิจัยชั้นนำในสภาพแวดล้อมการวิจัยระดับนานาชาติ

 

ความร่วมมือระหว่าง วช. และ Kyoto University จะเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยง โจทย์วิจัยและประเด็นวาระสำคัญของประเทศไทย (National Agenda) เข้ากับองค์ความรู้ ความเชี่ยวชาญ เทคโนโลยีขั้นสูง และโครงสร้างพื้นฐานการวิจัยของมหาวิทยาลัยเกียวโต เพื่อร่วมกันพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมที่สามารถตอบโจทย์ความท้าทายของประเทศและสังคมในอนาคต ตลอดจนสนับสนุนการพัฒนานักวิจัยรุ่นใหม่ให้มีขีดความสามารถในการทำงานวิจัยในระดับสากล และต่อยอดเครือข่ายความร่วมมือจากระดับทวิภาคีไปสู่ระดับภูมิภาค โดยเฉพาะการเชื่อมโยงกับประเทศในอาเซียน

 

ในระยะต่อไป ทั้งสองฝ่ายมุ่งส่งเสริมการเชื่อมโยงระหว่าง หน่วยงานให้ทุน มหาวิทยาลัย นักวิจัย และภาคอุตสาหกรรม เพื่อร่วมกันกำหนดและพัฒนาโจทย์วิจัย สนับสนุนการแลกเปลี่ยนนักวิจัยและบุคลากร ตลอดจนการเข้าถึงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และโครงสร้างพื้นฐานการวิจัยที่จำเป็น พร้อมผลักดันผลงานวิจัยและนวัตกรรมให้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในเชิงเศรษฐกิจ สังคม และการพัฒนาคุณภาพชีวิต

 

การลงนาม LoI ครั้งนี้จึงมิใช่เพียงการวางกรอบความร่วมมือระหว่างสองสถาบัน แต่เป็นการวางรากฐานสำหรับการสร้าง “สะพานเชื่อมประเทศไทยและญี่ปุ่น” (Bridge between Thailand and Japan) ที่เชื่อมโยงคน องค์ความรู้ เทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐาน และนวัตกรรมเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างระบบนิเวศการวิจัยที่เข้มแข็ง เกิดการแลกเปลี่ยนและพัฒนาศักยภาพร่วมกันอย่างต่อเนื่อง และนำไปสู่ผลลัพธ์ที่สร้างประโยชน์แก่ทั้งสองประเทศ ตลอดจนสนับสนุนการพัฒนาอย่างยั่งยืนในระยะยาว