วช. เปิดเวที “ประเทศไทยต้องมีใจใหม่” เชื่อมวิจัย นวัตกรรม สู่เศรษฐกิจหมุนเวียน

วันที่ 8 ต.ค. 2026
20 Views
รายละเอียดตำแหน่งงาน

วช. เปิดเวที “ประเทศไทยต้องมีใจใหม่” เชื่อมวิจัย นวัตกรรม สู่เศรษฐกิจหมุนเวียน

 

วันที่ 8 ตุลาคม 2569 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ร่วมกับศูนย์กลางด้านความรู้ทางวิศวกรรมตัวเร่งปฏิกิริยาสําหรับอุตสาหกรรมไบโอรีไฟเนอรี่ จัดกิจกรรมการบรรยายพิเศษ เรื่อง “ประเทศไทยต้องมี ‘ใจใหม่’ เพื่อพาประเทศขึ้นจากหล่ม” (Thailand Further Economic Development New Era of Circular Economy) ” โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ได้มอบหมายให้ รองศาสตราจารย์ ดร.ประมา ศาสตระรุจิ ที่ปรึกษาด้านระบบวิจัย สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานกล่าวเปิดกิจกรรม และศาสตราจารย์ ดร.ตะวัน สุขน้อย หัวหน้ากลุ่มวิจัยด้านปาล์ม ศูนย์กลางด้านความรู้ทางวิศวกรรมตัวเร่งปฏิกิริยาสําหรับอุตสาหกรรมไบโอรีไฟเนอรี่ เป็นผู้กล่าวรายงาน ณ ห้อง 111 อาคารมหาจุฬาลงกรณ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

รองศาสตราจารย์ ดร.ประมา ศาสตระรุจิ ที่ปรึกษาด้านระบบวิจัย สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ 

กล่าวว่า วช. ร่วมกับ สกสว. ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนระบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของประเทศให้เข้มแข็ง โดยมุ่งสนับสนุนการพัฒนาศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญ (Hub of Talents) และศูนย์กลางความรู้ (Hub of Knowledge) เพื่อสร้างเครือข่ายนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญ ส่งเสริมการบูรณาการองค์ความรู้จากหลากหลายสาขา ตลอดจนผลักดันผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ปัจจุบัน วช. ให้การสนับสนุนกิจกรรมส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรมภายใต้แผนงานการพัฒนาศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญและศูนย์กลางความรู้กว่า 70 ศูนย์ ครอบคลุมประเด็นสำคัญที่เชื่อมโยงกับการพัฒนาประเทศ โดยศูนย์กลางด้านความรู้ทางวิศวกรรมตัวเร่งปฏิกิริยาสำหรับอุตสาหกรรมไบโอรีไฟเนอรี่ เป็นอีกหนึ่งศูนย์สำคัญที่ วช. ให้การสนับสนุนและเป็นผู้จัดกิจกรรมในครั้งนี้ 

 

รองศาสตราจารย์ ดร.ประมา ศาสตระรุจิ กล่าวเพิ่มเติมว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายในหลายมิติ ทั้งการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี โครงสร้างเศรษฐกิจ ความผันผวนด้านพลังงาน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการแข่งขันในระดับโลก ดังนั้น การพัฒนาประเทศจำเป็นต้องมีองค์ความรู้ งานวิจัย นวัตกรรม บุคลากรที่มีศักยภาพ และความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ โดยเฉพาะการเชื่อมโยงระหว่างมหาวิทยาลัย หน่วยงานภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม และเครือข่ายนักวิจัยทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยศูนย์กลางด้านความรู้ทางวิศวกรรมตัวเร่งปฏิกิริยาสำหรับอุตสาหกรรมไบโอรีไฟเนอรี่ จึงเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ ผู้เชี่ยวชาญ และเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อพัฒนาและต่อยอดเทคโนโลยีสู่การใช้ประโยชน์ในภาคอุตสาหกรรม และเสริมศักยภาพการแข่งขันของประเทศไทย

 

ศาสตราจารย์ ดร.ตะวัน สุขน้อย หัวหน้ากลุ่มวิจัยด้านปาล์ม ศูนย์กลางด้านความรู้ทางวิศวกรรมตัวเร่งปฏิกิริยาสําหรับอุตสาหกรรมไบโอรีไฟเนอรี่ กล่าวถึงบทบาทของศูนย์กลางด้านความรู้ทางวิศวกรรมตัวเร่งปฏิกิริยาสําหรับอุตสาหกรรมไบโอรีไฟเนอรี่ ในการพัฒนาองค์ความรู้และนวัตกรรมด้านวิศวกรรมตัวเร่งปฏิกิริยาและไบโอรีไฟเนอรี เพื่อเพิ่มมูลค่าทรัพยากรชีวมวลและสร้างอุตสาหกรรมใหม่ มุ่งเชื่อมโยงภาควิชาการ ภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม และเครือข่ายนักวิจัยทั้งในและต่างประเทศ เพื่อนำงานวิจัยไปสู่การใช้ประโยชน์จริง พร้อมสร้างเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองและขยายความร่วมมือ เพื่อขับเคลื่อนงานวิจัยและนวัตกรรมสู่การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

 

จากนั้น เป็นการบรรยายพิเศษ ในหัวข้อ “ประเทศไทยต้องมี ‘ใจใหม่’ เพื่อพาประเทศขึ้นจากหล่ม” (Thailand Further Economic Development New Era of Circular Economy) โดยได้รับเกียรติจาก คุณหญิงทองทิพ รัตนะรัต ที่ปรึกษาสถาบันปิโตรเลียมและพลังงานและวิทยากร รองศาสตราจารย์ ดร.วิทยา วัณณสุโภประสิทธิ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศาสตราจารย์ ดร.ปราโมช รังสรรค์วิจิตร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศาสตราจารย์ ดร.ประณัฐ โพธิยะราช จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และศาสตราจารย์ ดร.ตะวัน สุขน้อย ศูนย์กลางด้านความรู้ทางวิศวกรรมตัวเร่งปฏิกิริยาสำหรับอุตสาหกรรมไบโอรีไฟเนอรี่ พร้อมด้วยคณาจารย์ นักวิจัย ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ผู้ประกอบการ และผู้เข้าร่วมงาน ร่วมถ่ายทอดมุมมองและประสบการณ์เกี่ยวกับทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทย

 

ทั้งนี้ วช. ยังคงมุ่งสนับสนุนการทำงานของศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญและศูนย์กลางความรู้ เพื่อเชื่อมโยงนักวิจัย ผู้เชี่ยวชาญ ภาคอุตสาหกรรม หน่วยงานภาครัฐ และสถาบันการศึกษา ให้สามารถแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ร่วมกัน ตลอดจนต่อยอดผลงานวิจัยและนวัตกรรมสู่การใช้ประโยชน์ในภาคส่วนต่าง ๆ อันจะนำไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และการพัฒนาประเทศให้ก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกอย่างยั่งยืน